ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยในปี 2567 พุ่งสูงขึ้นถึง 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่ามีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่กว่า 100,000 คันในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 30,000 คันในปี 2566
นโยบายรัฐหนุนยอดขาย EV พุ่ง
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า "รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น การลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ การอุดหนุนเงินซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน และการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ" มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาด
แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เช่น BYD, MG และ Great Wall Motors ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยมากกว่า 70% โดย BYD เป็นผู้นำตลาดด้วยยอดขายกว่า 40,000 คัน รองลงมาคือ MG และ NETA ตามลำดับ ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นและยุโรปเริ่มเข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่ยังมีส่วนแบ่งน้อยกว่า
โครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโต
การขยายตัวของสถานีชาร์จไฟฟ้าก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จสาธารณะกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 4,000 จุดในปี 2566 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วางแผนเพิ่มเป็น 20,000 จุดภายในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
การเติบโตของตลาด EV ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปภายในต้องปรับตัว โดยหลายบริษัทเริ่มผลิตหรือนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เดิมต้องเร่งพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
แนวโน้มในอนาคต
คาดว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นอีก 50% จากปีนี้ เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับราคาที่ลดลงจากเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น



