มะเร็งตับอ่อนเป็นหนึ่งในมะเร็งที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว สถาบันมะเร็งแห่งชาติรายงานว่าในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนรายใหม่ในประเทศไทยประมาณ 2,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย อัตราการรอดชีวิต 5 ปีต่ำกว่าร้อยละ 10
สาเหตุของมะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนเกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอในเซลล์ตับอ่อน ทำให้เซลล์เติบโตผิดปกติและแบ่งตัว uncontrollably ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงถึง 2-3 เท่า เบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนัก
สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
- ปวดท้องร้าวไปถึงหลัง อาการปวดมักแย่ลงหลังรับประทานอาหารหรือนอนราบ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ดีซ่าน: ผิวหนังและตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
- เหนื่อยล้าเรื้อรัง
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
นายแพทย์สมชาย ธนวัฒน์เจริญ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า "ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่ออาการปวดท้องรุนแรงหรือตัวเหลืองแล้ว ซึ่งมักหมายถึงโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ทำได้ยาก แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ"
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
นอกจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่ควบคุมไม่ได้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป โรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30) การรับประทานอาหารแปรรูปและเนื้อแดงมาก ขาดการออกกำลังกาย และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
วิธีป้องกันมะเร็งตับอ่อน
- เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 1 ดริ๊งค์ต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 2 ดริ๊งค์สำหรับผู้ชาย
- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ดสูง จำกัดเนื้อแดงและอาหารแปรรูป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากเป็นเบาหวาน
- ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง
แนวทางการรักษา
การรักษามะเร็งตับอ่อนขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากตรวจพบในระยะต้น การผ่าตัดเอาส่วนที่เสียหายออก (pancreaticoduodenectomy หรือ Whipple procedure) สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ สำหรับระยะที่ลุกลามแล้ว การรักษาประกอบด้วยเคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาแบบประคับประคองเพื่อบรรเทาอาการ
นายแพทย์สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า "ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยยืดอายุผู้ป่วยและเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่การป้องกันและการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด"



