ไทยเริ่มทดลองวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลในมนุษย์เฟส 1 ปลอดภัยลดค่ารักษา 5 เท่า
ไทยทดลองวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลเฟส 1 ปลอดภัยลดค่ารักษา 5 เท่า

องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับบริษัท Seqker Biosciences Inc. จากสหรัฐอเมริกา และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศความสำเร็จในการพัฒนา "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล" (Therapeutic, Personalized Cancer Neoantigen Vaccine) ซึ่งเริ่มทดลองทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 1 แล้ว ผลเบื้องต้นแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยสูงและประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อต้านมะเร็งชนิดก้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดค่ารักษาลงได้ถึง 4-5 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาในต่างประเทศ

นวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ เปลี่ยนโฉมการรักษามะเร็ง

วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลนี้ทำงานภายใต้แนวคิด "การแพทย์แม่นยำ" (Precision Medicine) ซึ่งแตกต่างจากการรักษาแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากผู้ป่วยแต่ละราย นำไปวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งอย่างละเอียด เพื่อค้นหาการกลายพันธุ์และคัดเลือกแอนติเจนที่จำเพาะ จากนั้นจึงออกแบบและสังเคราะห์วัคซีนที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติข้างเคียง

ผลทดลองทางคลินิกเฟส 1: ปลอดภัยและยืดอายุผู้ป่วย

จากข้อมูลที่เปิดเผยในงานนิทรรศการ GPO Pharmaceutical Summit การทดลองทางคลินิกระยะแรก (SQK01 Phase Ib Trial, รหัสอ้างอิง NCT06614140 และ NCT07002203) แสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยสูง และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพต่อต้านมะเร็งชนิดก้อน (Solid Tumors) ได้ดี เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นเวลา 5 เดือน พบว่า

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ระยะเวลาที่โรคยังไม่ลุกลาม (Progression-Free Survival - PFS): ประมาณ 2 ปี
  • ระยะเวลารอดชีวิตโดยรวม (Overall Survival - OS): สูงถึงประมาณ 5 ปี

ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่านวัตกรรมดังกล่าวสามารถยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

5 ขั้นตอนการผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคล

กระบวนการผลิตวัคซีนนี้มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศชั้นสูง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ: แพทย์เก็บตัวอย่างเนื้อร้ายจากผู้ป่วยโดยตรง
  2. คัดเลือกแอนติเจน: ถอดรหัสพันธุกรรมของชิ้นเนื้อเพื่อค้นหาการกลายพันธุ์และกำหนดเป้าหมาย
  3. สังเคราะห์โพลีเปปไทด์: สร้างสายโปรตีนสำหรับวัคซีนจากข้อมูลพันธุกรรม
  4. ตั้งตำรับและบรรจุ: ผสมยา บรรจุ และตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล
  5. ฉีดให้ผู้ป่วย: ส่งมอบวัคซีนเพื่อฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด ณ สถานที่วิจัยทางคลินิก

ทดลองในมะเร็ง 3 ชนิดที่พบบ่อยในไทย ลดค่าใช้จ่าย 4-5 เท่า

ในต่างประเทศ เทคโนโลยีนี้ถูกทดลองกับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งไต มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน สำหรับประเทศไทย โครงการนี้เปิดทดลองในมนุษย์กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย

ข้อได้เปรียบสำคัญคือความสามารถในการวิเคราะห์และผลิตวัคซีนภายในประเทศ ตั้งแต่การถอดรหัสพันธุกรรมจนถึงการผลิตตำรับยา ทำให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการรักษาลดลงถึง 4-5 เท่า เมื่อเทียบกับการเดินทางไปรักษาหรือสั่งนำเข้าจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้ง่ายขึ้น

ผู้ป่วยสนใจเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร

ปัจจุบันวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย แต่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สมัครเข้าร่วมได้ โดยต้องผ่านการประเมินและคัดกรองจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเครือข่ายของโครงการ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  • ลงทะเบียนผ่าน Google Form ขององค์การเภสัชกรรม: https://forms.gle/cdo221ByLy8ZhrnCA
  • LINE Official Account: @gpocancervaccine
  • โทรศัพท์: 02-203-8541

ความก้าวหน้าครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์แม่นยำ และเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งในการกลับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง