กรมควบคุมโรค-กทม.เตือนยอดผู้ป่วยอีสุกอีใสพุ่งเกินหมื่นราย เน้นกลุ่มเด็กวัยเรียน-มหาวิทยาลัย
ยอดผู้ป่วยอีสุกอีใสพุ่งเกินหมื่นราย เตือนกลุ่มเด็กวัยเรียน-มหาวิทยาลัย

กรมควบคุมโรค-กทม.ประสานเสียงเตือน ยอดผู้ป่วยอีสุกอีใสพุ่งสูงเกินหมื่นรายตั้งแต่ต้นปี

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ที่น่าเป็นห่วงในประเทศไทยปี 2569 โดยพบยอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีพุ่งสูงกว่า 10,000 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียนและสถานศึกษาขนาดใหญ่ พร้อมย้ำให้ประชาชนตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนอย่างเร่งด่วน

สถิติผู้ป่วยพุ่งสูง กลุ่มเด็กวัยเรียนเสี่ยงมากสุด

ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค ระบุว่าในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสสะสมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 10,560 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 208 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของผู้ป่วยทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กวัยเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี ด้วยอัตราป่วย 76.40 ต่อแสนประชากร รองลงมาคือกลุ่มอายุ 10-14 ปี (อัตราป่วย 55.90 ต่อแสนประชากร) และกลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี (อัตราป่วย 49.10 ต่อแสนประชากร)

คลัสเตอร์ระบาดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

สถานการณ์ที่น่ากังวลคือการรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่สำคัญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวม 23 คน แบ่งเป็นนักศึกษา 13 คน และนักเรียนจากค่ายวิชาการอีก 10 คน ส่งผลให้ต้องมีการประกาศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและปรับไปสู่ระบบออนไลน์ชั่วคราวในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใสและกลไกการแพร่กระจาย

โรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox หรือ Varicella เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อที่สูงมาก โดยติดต่อง่ายผ่านทางอากาศจากละอองเสมหะ การไอ หรือการจามของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใส ๆ จากตุ่มพองของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน

ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ในช่วง 10-21 วันหลังจากได้รับเชื้อ และผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่ผื่นแดงจะเริ่มปรากฏ จนกว่าตุ่มน้ำใสทั้งหมดจะตกสะเก็ดแห้งสนิท

อาการและความแตกต่างจากฝีดาษลิง

อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กมักไม่รุนแรง โดยเริ่มจากไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ แต่ในผู้ใหญ่อาจมีอาการนำที่รุนแรงกว่า เช่น ไข้สูงและปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างหนัก หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้น ซึ่งมักเริ่มที่ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง ก่อนจะกระจายไปตามลำตัวและแขนขา

โรคอีสุกอีใสไม่ใช่ฝีดาษลิง (Monkeypox) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ความแตกต่างที่สำคัญคือโรคฝีดาษลิงจะทำให้มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งไม่พบในโรคอีสุกอีใส นอกจากนี้ ผื่นของฝีดาษวานรมีการดำเนินโรคเป็นระยะที่ชัดเจนและพร้อมกันทั่วร่างกายมากกว่า ขณะที่อีสุกอีใสจะมีตุ่มหลายระยะปรากฏพร้อมกันในบริเวณเดียว

กลุ่มเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

แม้คนส่วนใหญ่มองว่าอีสุกอีใสเป็นโรคเด็กทั่วไป แต่ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่

  • หญิงตั้งครรภ์: หากติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์น้อย อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการและตัวมารดาเสี่ยงต่อภาวะปอดบวมรุนแรง
  • ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ: มักจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้มากกว่า
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งไวรัสอาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น สมอง ปอด และตับ
  • ทารกแรกเกิด: ที่มารดาเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงก่อนหรือหลังคลอดไม่กี่วัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง

วัคซีนและหลักปฏิบัติ 5 ป. เพื่อป้องกันโรค

อาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคอีสุกอีใสคือวัคซีน ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 โดส โดยเข็มแรกควรฉีดที่อายุ 1 ปี และเข็มที่ 2 ที่อายุ 4-6 ปี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-90 และหากติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาการของโรคจะลดความรุนแรงลงอย่างมาก

ในประเทศไทย วัคซีนอีสุกอีใสยังคงเป็นวัคซีนทางเลือกที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยมีราคาเฉลี่ย 800-1,200 บาทต่อโดส อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนนี้ในการเตรียมบรรจุเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติในอนาคต

นอกจากวัคซีนแล้ว กรุงเทพมหานครได้รณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก "5 ป." เพื่อป้องกันโรค ได้แก่

  1. ปิด: ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม และสวมหน้ากากอนามัย
  2. เปลี่ยน: เปลี่ยนพฤติกรรม ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
  3. ปล่อยวาง: ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  4. ปรับปรุง: ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและที่พักอาศัย
  5. ป้องกัน: ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน

การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อป่วย

หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกกักตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้ง ตกสะเก็ดทุกเม็ด การรักษาส่วนใหญ่เน้นตามอาการ ได้แก่ การใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ทาคาลาไมน์หรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งควรได้รับภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีเมื่อพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และใช้มาตรการ School Surveillance เพื่อคัดกรองเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หากประชาชนสงสัยว่ามีอาการ สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine หรือแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." และสายด่วนสุขภาพ 1646 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้อง