โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อาการเตือนและวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เช็กอาการและวิธีดูแลตัวเอง

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน คืออะไร

หลายคนอาจเคยเผชิญกับอาการบ้านหมุนกะทันหันจนเสียการทรงตัว ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยคือ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคเมเนียร์ (Meniere's disease) แม้จะดูไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโอกาสพบมากกว่าวัยอื่น

สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคนี้เกิดจากความบวมของหูชั้นในที่ไม่เท่ากัน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองบางชนิด หรือการติดเชื้อบางประเภท เช่น ซิฟิลิส

อาการหลักที่ต้องระวัง

  • การได้ยินลดลง: รู้สึกว่าการได้ยินไม่ชัดเจนเหมือนเดิม
  • หูอื้อ: มีเสียงรบกวนในหู หรือรู้สึกแน่นในหู
  • เวียนศีรษะ บ้านหมุน: รู้สึกเหมือนสิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัว

อาการทั้งสามอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือทีละอย่างก็ได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์จะวินิจฉัยผ่านการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก หากอาการไม่ชัดเจน อาจส่งตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะ การรักษามีขั้นตอนดังนี้

  1. การปรับพฤติกรรม: ลดอาหารเค็มและโซเดียมสูง เช่น ผงชูรส ซอส น้ำจิ้ม และผงฟู เพราะโซเดียมทำให้เกิดอาการบวม
  2. การใช้ยา: แพทย์จะให้ยากินเพื่อปรับสมดุลน้ำในหู
  3. การฉีดยาเข้าหูชั้นใน: ใช้ในกรณีที่ปรับพฤติกรรมและกินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  4. การผ่าตัดหูชั้นใน: ทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น เนื่องจากเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน

วิธีดูแลตัวเองและป้องกันอุบัติเหตุ

นอกจากการรักษาตามแพทย์ การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • รับประทานยาระงับการเวียนศีรษะตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพจิตให้ผ่อนคลาย
  • เข้มงวดกับการลดอาหารรสเค็ม
  • ระวังอุบัติเหตุจากการหกล้ม เนื่องจากอาการเวียนศีรษะกะทันหันอาจทำให้ล้มและบาดเจ็บรุนแรง

แม้โรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่ผลกระทบจากอาการบ้านหมุนอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ผศ. พญ.ศิวะพร เกียรติธนะบำรุง ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล