ปรับ 8 นิสัยการกินเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน เซฟเงิน เซฟโลก เริ่มได้ที่จานคุณ
ปรับ 8 นิสัยการกินเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน เซฟเงิน เซฟโลก

เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ไม่ใช่แค่เลือกสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ต้องดีต่อโลกด้วย ชวนส่อง 8 เคล็ดลับปรับนิสัยการกินให้ยั่งยืน (Sustainable Eating) ที่ทำตามได้ง่ายและเหมาะกับบริบทไทย

“อาหารยั่งยืน” คืออะไร? ทำไมสายสุขภาพต้องใส่ใจ

ความยั่งยืนหรือระบบที่ยั่งยืน (Sustainable Systems) ได้กลายเป็นคำที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด สหประชาชาติ (UN) ประเมินว่าภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ประชากรทั่วโลกราว 20 ล้านคนต้องย้ายถิ่นฐาน

ในภาคธุรกิจอาหารและสุขภาพ เทรนด์การบริโภคอย่างยั่งยืนกำลังมาแรง ข้อมูลจากรายงานปี 2021 โดย Crippa M. ระบุว่า ระบบอาหารทั่วโลกเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด หากผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

Trista Best นักกำหนดอาหารวิชาชีพจาก Balance One Supplements ระบุว่า การกินอย่างยั่งยืนหมายถึง รูปแบบการบริโภคอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มความหนาแน่นของสารอาหาร ซึ่งดีต่อสุขภาพของคนในรุ่นปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ Heather White ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร One Green Thing เผยว่า ทุกสิ่งในระบบนิเวศเชื่อมโยงกันหมด ทั้งน้ำ อากาศ อาหาร ดิน และสุขภาพของเรา ข้อมูลจากการวิจัยในปี 2022 ชี้ว่า การลดบริโภคเนื้อวัวในสหรัฐฯ มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50% ขณะเดียวกันรายงานในปี 2020 เผยว่า 70% ของน้ำจืดทั่วโลกถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ส่งผลต่อทรัพยากรโลกอย่างมหาศาล

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

8 เคล็ดลับปรับพฤติกรรมการกินเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน สไตล์คนไทย

คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการเกษตรระดับโครงสร้างในชั่วข้ามคืน แต่สามารถเริ่มต้นเปลี่ยนจากมื้ออาหารเล็กๆ ในบ้านได้ ด้วยเคล็ดลับที่ประหยัดและทำตามได้จริงในบริบทสังคมไทย ดังนี้

1. เน้นกินอาหารจากพืช (Plant-based Foods) ให้มากขึ้น

การศึกษาในปี 2014 พบว่าผู้ที่กินมังสวิรัติหรือวีแกน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกินน้อยกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ถึงครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม Heather White ชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ทันที แต่อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการกำหนดให้มีวันปลอดเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 1 วัน เช่น มื้อวันจันทร์ สำหรับคนไทยสามารถเลือกทานเมนูพื้นบ้านอย่างน้ำพริกผักต้ม แกงเลียง หรือหันมาใช้โปรตีนจากเต้าหู้และเห็ดทดแทนเนื้อสัตว์ใหญ่

2. วางแผนมื้ออาหารล่วงหน้าเพื่อลดขยะอาหาร

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ประเมินว่า ขยะอาหาร (Food Waste) มีสัดส่วนสูงถึง 30-40% ของแหล่งอาหารทั้งหมด การวางแผนเมนูล่วงหน้าจะช่วยให้ซื้อวัตถุดิบเท่าที่จำเป็น ด้าน Katie Krejci นักกำหนดอาหารวิชาชีพ เสนอแนวคิดการกินแบบไม่เหลือทิ้ง (Nose-to-Tail) เช่น การนำโครงไก่หรือกระดูกหมูที่เหลือจากการตัดแต่งมาต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว หรือการเก็บเศษผักไว้ทำน้ำสต๊อก เพื่อลดปริมาณขยะในครัวเรือน

3. จัดการเศษอาหารทำปุ๋ยหมัก

กระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) จัดให้การทำปุ๋ยหมักเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญลดขยะอาหาร สำหรับคนไทยที่มีพื้นที่หลังบ้าน สามารถนำเศษผัก เปลือกผลไม้ หรือเศษอาหารมาหมักทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใส่ต้นไม้ได้ ส่วนผู้ที่อาศัยในคอนโดฯ ปัจจุบันมีถังหมักเศษอาหารขนาดเล็กแบบไร้กลิ่นเป็นทางเลือกที่สะดวกเช่นกัน

4. เลือกกินอาหารตามฤดูกาล

การกินผลไม้นอกฤดูกาลหมายถึงวัตถุดิบนั้นต้องผ่านการขนส่งทางไกลหรือใช้สารเคมีควบคุม การเลือกกินผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย เช่น หน้าร้อนกินแตงกวา แฟง มะระ หน้าฝนกินหน่อไม้ ผักกูด หน้าหนาวกินกะหล่ำปลี ผักกาดขาว นอกจากจะได้คุณค่าสารอาหารสูงสุดและราคาถูกแล้ว ยังช่วยลดสารเคมีตกค้างอีกด้วย

5. อุดหนุนวัตถุดิบท้องถิ่น (100-Mile Diet)

การกินอาหารท้องถิ่นช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากงานวิจัยปี 2022 เผยว่า การขนส่งอาหารคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซในระบบอาหารทั้งหมด แนวคิด "100-Mile Diet" คือการเลือกซื้อวัตถุดิบที่ผลิตในรัศมี 100 ไมล์ (ประมาณ 160 กิโลเมตร) ในไทยเราสามารถประยุกต์ได้โดยการเดินตลาดนัดชุมชน อุดหนุนสินค้าเกษตรกรในจังหวัด หรือเลือกทานผลไม้ไทยแทนผลไม้นำเข้าราคาแพง

6. สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรโดยตรง

ก่อนที่จะมีกล่องสุ่มอาหาร ในต่างประเทศมีระบบ CSA (Community Supported Agriculture) หรือการลงขันหุ้นส่วนกับเกษตรกรท้องถิ่น ในประเทศไทยสามารถปรับใช้ได้ผ่านโครงการ "ผูกปิ่นโตอินทรีย์" หรือบริการสั่งกล่องผักอินทรีย์เดลิเวอรีตรงจากฟาร์มของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคได้ผักสด ปลอดสารพิษ และเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

7. ปลูกผักกินเองที่บ้าน

การทำสวนครัวขนาดเล็กทำให้เรามั่นใจได้ว่าอาหารนั้นปลอดภัยจากสารเคมี 100% Katie Krejci ระบุว่าไม่จำเป็นต้องมีแปลงผักหรูหรา เพียงแค่ใช้กระถางต้นไม้เก่าหรือพื้นที่ระเบียงคอนโดฯ ก็สามารถปลูกผักสวนครัวยอดฮิตของไทย เช่น กะเพรา พริกขี้หนู โหระพา หรือต้นหอม ได้ง่ายๆ ช่วยประหยัดเงินและลดขยะถุงพลาสติกจากการซื้อผักในซูเปอร์มาร์เก็ต

8. ลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก

ผลการศึกษาในปี 2021 ระบุว่า การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 63% นอกจากนี้พลาสติกบรรจุภัณฑ์ยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเคมี เช่น BPA ที่ส่งผลต่อโรคอ้วนและเบาหวาน การพกถุงผ้าไปตลาด พกกล่องใส่อาหารส่วนตัว หรืออุดหนุนร้านค้าประเภท Refill Station จึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งร่างกายและโลก

ก้าวเล็กๆ ในจานอาหาร เพื่อสุขภาพและโลกที่ดีขึ้น

Cara Harbstreet นักกำหนดอาหารจาก Street Smart Nutrition กล่าวสรุปว่า การกินอย่างยั่งยืนช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงที่มาของอาหาร ทำให้เกิดความมั่นใจและสอดคล้องกับคุณค่าในตัวเอง แม้ว่าระบบอาหารขนาดใหญ่จะไม่ได้เปลี่ยนได้ในวันเดียว แต่พฤติกรรมของพวกเราทุกคนในฐานะผู้บริโภคสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนจานอาหารตรงหน้า เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของตัวเราและโลกใบนี้