เด็กไทยยิ่งโตยิ่งอ้วน ผลสำรวจล่าสุดชี้ต้นเหตุอาหารแปรรูป ไขมัน โซเดียม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลสำรวจ "สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs" จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 พบว่าเด็กอายุ 6-14 ปี มีน้ำหนักเกินและอยู่ในภาวะอ้วนสูงถึง 27.4% ขณะที่เด็ก 62.7% มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจในระยะยาว
พฤติกรรมการกินอาหารแปรรูปสูง
รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลสำรวจพบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่มีไขมัน โซเดียม แป้งและน้ำตาลสูงในสัดส่วนสูง โดยพบ 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็กอายุ 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบที่เด็กนิยมกินมากที่สุดถึงเกือบ 40% รองลงมาคือ นมรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต
นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น เด็กในภาคอีสานกว่าครึ่งกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน ขณะที่เด็กในภาคอีสานและกลาง 1 ใน 3 ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน ในขณะที่มีเด็กอายุ 2-14 ปี เพียง 44.3% ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัย โดยเฉพาะเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุดเพียง 24.5% และเมื่อเด็กโตขึ้นแนวโน้มการดื่มนมลดลง จากเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% เหลือเพียง 22.8% ในเด็กอายุ 12-14 ปี
ผลกระทบสุขภาพและระบบสาธารณสุข
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ภาวะอ้วนในเด็กส่งผลต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งไขมันในเลือดต่ำ (HDL) และสูง (LDL, คอเลสเตอรอล) ทำให้เกิดอาการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หอบหืด และเพิ่มความเสี่ยงโรคไตในเด็ก หากปล่อยไว้จะนำไปสู่โรคไขมันในเลือดและโรคหัวใจเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการติดจอสูง การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงที่มีน้ำตาลและไขมันสูง รวมถึงเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชาไขมุก โดยพบภาวะอ้วนในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ผู้หญิงมีโอกาสอ้วนง่ายกว่าเนื่องจากปัจจัยฮอร์โมน ขณะที่กลุ่มผู้ชายวัยทำงานตอนต้นมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างน่าห่วง
การรักษาเด็กอ้วนทำได้ยากและต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณสูงกว่าปกติ โดยงบประมาณสาธารณสุขของสปสช. พุ่งสูงขึ้นเกือบควบคุมไม่ได้ เนื่องจากการเน้นรักษามากกว่าป้องกัน หากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- ควบคุมการโฆษณาอาหารที่มุ่งเป้าไปที่เด็ก และจำกัดการเข้าถึงอาหารไม่ดีต่อสุขภาพในชุมชน รอบโรงเรียน และในโรงเรียน
- ตรวจสอบภาษีน้ำหวานที่ผู้ผลิตบางรายเลี่ยงโดยลดราคาหรือลดขนาดบรรจุภัณฑ์
- ศึกษาแนวทางจากประเทศญี่ปุ่นที่มีกฎหมายเกี่ยวกับภาวะอ้วน
แนวทางแก้ไขสำหรับครอบครัว
ครอบครัวต้องปรับทัศนคติไม่มองว่าเด็กอ้วนน่ารัก แต่ตระหนักว่าน้ำหนักเกินเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและยาว พร้อมส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดเวลาหน้าจอ
ครอบครัวเปราะบางและความเสี่ยงอื่นๆ
ผลสำรวจพบว่าเด็กไทยเติบโตในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้น อัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปี (จาก 14% เป็น 25%) และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายาย เด็กสนิทกับพ่อแม่น้อยลงและเลือกเก็บปัญหามากขึ้น (จาก 6% เป็น 16%) เพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยง พบว่าเด็กอายุ 10-14 ปี 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า โดย 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรง
เด็กเข้าถึงสารเสพติดง่ายขึ้น โดยเด็กที่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-1.6 เท่า การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 0.5% เป็น 2%) และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีเพิ่ม 1.2 เท่า (จาก 12.8% เป็น 15.6%) สูงกว่าเป้าหมายประเทศที่ต่ำกว่า 8% โดยเฉพาะเด็กหญิงมีอัตราเคยทดลองบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 60 เท่า
การใช้เวลาหน้าจอเกินเกณฑ์องค์การอนามัยโลกทุกช่วงวัย เด็กอายุ 10-14 ปีใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ย 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นเล่นเกมมากกว่าเรียนเฉลี่ย 8 เท่า มีเพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำ ขณะที่การเข้าถึงสื่อทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น โดยพบประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปีสูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีสูงถึง 11.4%



