น้ำตาล-ภัยเงียบทำลายฟันไทย! ข้อมูลช็อกเด็ก 5 ขวบฟันผุพุ่ง 72%
แครกเกอร์ มันฝรั่งทอด ขนมกรอบเคลือบน้ำตาล ท็อฟฟี่ หมากฝรั่ง ลูกอม และขนมไทยรสหวานต่างๆ แม้ผู้ใหญ่จะทราบดีว่าหากรับประทานบ่อยครั้ง น้ำตาลที่แฝงมากับขนมเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนในทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะในเด็ก และยังนำมาซึ่งปัญหาโรคช่องปากอันดับหนึ่ง นั่นคือ โรคฟันผุ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ฟันผุน่าห่วงในเด็กไทย
ข้อมูลจากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติในปี 2566 ระบุว่า เด็กไทยจำนวนมากยังประสบกับปัญหาฟันผุและเหงือกอักเสบ โดยในเด็กอายุ 3 ปี มีฟันผุถึงร้อยละ 47 และเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 72.1 ในกลุ่มเด็กอายุ 5 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงวัยสำคัญที่เริ่มเข้าสู่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ขณะที่ในเด็กอายุ 12 ปี พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งมีปัญหาฟันผุ หรือร้อยละ 49.7 และมากกว่าร้อยละ 80 พบกับปัญหาเหงือกอักเสบ
ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า "ปัญหาสุขภาพช่องปากไม่ใช่แค่เรื่องของฟัน แต่เป็นรากฐานของความสุขและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ" เธอย้ำว่า น้ำตาลเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของฟันผุ เนื่องจากเป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก ก่อให้เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน นำไปสู่ปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว
ผู้สูงอายุสูญเสียฟันเฉลี่ย 19 ซี่ต่อคน
ผลการสำรวจสภาวะทันตสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีการสูญเสียฟันสูงที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยฟันแท้ที่เหลือในช่องปากประมาณ 19 ซี่ต่อคน และผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 60 เหลือฟันใช้งานไม่ถึง 20 ซี่
เมื่อ 13 ปีที่แล้ว สหพันธ์ทันตกรรมโลกได้ออกมารณรงค์เรื่องปัญหาสุขภาพในช่องปาก และปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายของแคมเปญ "Happy Mouth" เพื่อให้ความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาช่องปากในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ โดยตั้งเป้าหมาย 80:20 ด้วยการทำให้ผู้สูงอายุวัย 80 ปี มีฟันในปากเหลือจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ซี่ ให้ได้ร้อยละ 50 ของประชากร ตามแบบอย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ซึ่งญี่ปุ่นใช้เวลานานถึง 30 ปีจึงบรรลุเป้าหมายนี้
ภาคใต้เร่งแก้ปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัย
เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เคยรณรงค์แก้ปัญหาฟันผุของเด็กไทย หลังพบว่าเด็กช่วงอายุ 3 ปี ในทุกภูมิภาคของประเทศมีเด็กเล็กฟันผุจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กในพื้นที่ภาคใต้มีปัญหาสุขภาพช่องปากสูงกว่าภาคอื่นๆ จนกระทั่งเมื่อปี 2568 ทันตบุคลากร 14 จังหวัดภาคใต้ได้ทำบันทึก MOU หรือข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันฟันผุในเด็กปฐมวัย (southern oral health charter) เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการทันตสาธารณสุขเชิงคุณภาพ
จังหวัดพัทลุงบูรณาการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดพัทลุง กล่าวในงานกิจกรรมเสริมพลังคณะทำงานเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง ว่า สถานการณ์สุขภาพช่องปากของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฟันผุยังคงอยู่ในระดับน่ากังวล ซึ่งพบในทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 30–40 แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มทรงตัว โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน
"กลุ่มเด็กวัยเรียน มีอัตราการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 และสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดฟันผุ ขณะที่เด็กเล็กอายุ 0–3 ปี มีอัตราการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14–15 โรคฟันผุในจังหวัดพัทลุงถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากกลุ่มเด็กโตยังมีพฤติกรรมกินหวานสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งหามาตรการจัดการในทุกกลุ่มวัย" ภก.ณัษฐพงษ์ กล่าว
เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จังหวัดพัทลุงจึงบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณสุข กลุ่มงานทันตสาธารณสุขร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจสุขภาพช่องปากในชุมชน และติดตามพฤติกรรมการบริโภคในทุกช่วงวัย พร้อมร่วมขับเคลื่อน "โครงการอ่อนหวาน" ทั้งในสถานพยาบาลและโรงเรียน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม
พฤติกรรมบริโภคหวานในวัยทำงานยังสูง
ภก.ณัษฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากเด็กเล็กชอบอาหารที่มีรสหวานแล้ว ยังพบว่าพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มหวานในกลุ่มวัยทำงานยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทชา ขณะที่กาแฟมีแนวโน้มลดความหวานลงบ้างแล้วก็ตาม
สถิติผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มเสี่ยงในปัจจุบันพบว่ามีจำนวนเกือบ 30,000 คน โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ "ขณะที่อีก 2 ใน 3 ยังอยู่ในภาวะควบคุมไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งปรับพฤติกรรมด้านอาหารและสุขภาพ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะสามารถควบคุมการบริโภคน้ำตาลได้ประมาณร้อยละ 30 แต่ยังคงมีอีกกว่าร้อยละ 70 ที่ต้องได้รับการดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง" เขากล่าว
ความร่วมมือทุกภาคส่วนคือกุญแจสำคัญ
การลดการบริโภคน้ำตาลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภาครัฐจะต้องมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เช่น การใช้ฉลากโภชนาการ การควบคุมอาหารในโรงพยาบาลและโรงเรียน รวมถึงการสื่อสารรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องร่วมปรับสูตรอาหารและปริมาณน้ำตาล และควรเพิ่มทางเลือกเมนูสุขภาพ ขณะที่ภาคประชาชนจำเป็นต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อเลือกบริโภคอย่างเหมาะสม
การลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการลดอาหารที่มีรสหวาน นอกจากเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคและครอบครัวที่ต้องป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงแล้ว กลไกการขับเคลื่อนสำคัญภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาททั้งระบบ เพื่อป้องกัน "เพชฌฆาตเงียบ" ที่ก่อให้เกิดโรคฟันผุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการเจ็บป่วยระยะยาวแล้ว ยังประหยัดงบประมาณรัฐในการรักษาด้วย
หมายเหตุ: เก็บตกจากกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คณะทำงานเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระหว่างวันที่ 20-21 มีนาคม 2569



