ไขข้อสงสัย หน้าอกใหญ่เสี่ยงมะเร็งเต้านมมากกว่า? เปิด 7 ปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริง
หน้าอกใหญ่เสี่ยงมะเร็งเต้านม? เปิด7ปัจจัยเสี่ยง

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า แต่ข้อเท็จจริงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด แพทย์ยืนยันว่าขนาดเต้านมไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่ามาก เช่น ฮอร์โมน พันธุกรรม อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

มะเร็งเต้านมคืออะไร?

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) คือ การเกิดเซลล์ผิดปกติในเนื้อเยื่อเต้านม ที่แบ่งตัวรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ จนก่อตัวเป็นก้อนมะเร็ง ซึ่งสามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้าง หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ปอด กระดูก หรือสมองได้ โรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถเป็นได้ แม้จะพบในสัดส่วนน้อยก็ตาม

ขนาดหน้าอกเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมไหม?

ขนาดเต้านมไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงโดยตรง ปัจจัยที่สำคัญกว่าคือปริมาณเนื้อเยื่อเต้านม ผู้ที่มีปริมาณเนื้อเยื่อเต้านมมากจะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่า นั่นคือถึงแม้จะมีขนาดเต้านมใหญ่แต่ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นไขมัน ไม่ใช่เนื้อเยื่อเต้านม ก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ในทางกลับกัน เต้านมขนาดเล็กแต่มีเนื้อเยื่อเต้านมแน่น (Dense breast) จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากกว่า

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มะเร็งเต้านมสามารถเกิดได้ในผู้หญิงทุกขนาดหน้าอก ผู้ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่อาจตรวจพบความผิดปกติได้ยากขึ้นด้วยตนเอง เพราะคลำก้อนยาก การมีปัจจัยเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่านั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นมะเร็งเต้านม และบางคนที่เป็นมะเร็งเต้านมก็อาจไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทราบมาก่อน

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับมะเร็งเต้านม

นอกเหนือจากเพศหญิงแล้ว ก็คืออายุที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมแบ่งเป็นหลายด้าน ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ประวัติสุขภาพส่วนบุคคลและภาวะเต้านมผิดปกติ

  • เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อนหรือเคยมีประวัติเป็นมะเร็งท่อน้ำนมระยะเริ่มต้น (Ductal carcinoma in situ; DCIS) มาก่อน รวมถึงรอยโรคที่มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งเต้านมสูง
  • เนื่องจากเคยได้รับรังสีในปริมาณสูงในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก เช่น ระหว่างการรักษาโรคมะเร็งในวัยเด็ก
  • ภาวะเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตรวจพบมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมได้ยากขึ้นอีกด้วย
  • การมีน้ำหนักตัวเกิน โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน
  • การใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบผสม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน) เพื่อบรรเทาอาการวัยหมดประจำเดือน
  • การได้รับสารเอสโตรเจนสังเคราะห์ก่อนคลอด (ในครรภ์) หรือการรับประทานสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์
  • ภาวะที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติเป็นเวลานานขึ้น ได้แก่มีประวัติการมีประจำเดือนยาวนานกว่าปกติ (เช่น มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว หมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ) การคลอดบุตรครั้งแรกเมื่ออายุมากขึ้น, ไม่เคยตั้งครรภ์, ไม่เคยให้นมบุตร (ในกลุ่มสตรีที่เคยคลอดบุตร)

พันธุกรรมและประวัติครอบครัว

  • มีการกลายพันธุ์ในยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม เช่น BRCA1 และ BRCA2, PALB2, CHEK2, TP53, CDH1, PTEN, STK11, ATM
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง

พฤติกรรม

  • การดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น
  • การไม่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกว่าคือ อายุที่มากขึ้น ฮอร์โมนเพศหญิง พันธุกรรม เช่น BRCA1/BRCA2 ประจำเดือนมาเร็ว หมดช้ากว่าปกติ ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีลูกเมื่ออายุมาก การใช้ฮอร์โมนบางประเภท และพฤติกรรม เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ อ้วนหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการที่ควรสังเกต

แม้ขนาดหน้าอกจะไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยง แต่การสังเกตความผิดปกติเพื่อค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเป็นเรื่องสำคัญ อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • มีก้อนหรือตุ่มแข็งในเต้านม
  • ผิวหนังเต้านมเปลี่ยนไป เช่น หนา ตึง บุ๋ม
  • หัวนมหดหรือบิดผิดรูป
  • มีเลือดหรือน้ำไหลออกจากหัวนมโดยไม่ได้ตั้งครรภ์
  • เต้านมบวม โตขึ้น หรือเจ็บผิดปกติข้างเดียว
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์?

  • เมื่อมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้น เช่น คลำพบก้อนในเต้านม เต้านมเปลี่ยนแปลงผิดปกติ มีของเหลวไหลออกจากหัวนมซ้ำๆ
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
  • ต้องการตรวจคัดกรองประจำปี
  • เจ็บเต้านมเรื้อรังหรือผิดปกติข้างเดียวซ้ำๆ

วิธีตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม

การตรวจเป็นประจำจะเพิ่มโอกาสพบมะเร็งระยะแรก ซึ่งการรักษาไวยิ่งได้ผลดีต่อคนไข้ เทคนิคการตรวจที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ ได้แก่

  • ตรวจคลำเต้านมโดยแพทย์
  • Digital Mammogram with tomosynthesis (แมมโมแกรม)
  • Breast Ultrasound (อัลตราซาวด์เต้านม)
  • ตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) หากพบความผิดปกติ

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยง

แม้มะเร็งเต้านมป้องกันไม่ได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ เพียง

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ลดแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • เลือกอาหารมีประโยชน์
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลดความเสี่ยง
  • ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน
  • ตรวจ Mammogram/Ultrasound ตามคำแนะนำของแพทย์

กลุ่มเสี่ยงสูง?

  • ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม/รังไข่
  • ผู้ที่มียีน BRCA1/BRCA2
  • ผู้ที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือหมดช้ากว่า 55 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีลูกตอนอายุเกิน 35 ปี
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหลังหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: หน้าอกเล็กเสี่ยงมะเร็งเต้านมน้อยกว่าหน้าอกใหญ่จริงไหม?

A: ไม่จริง ขนาดหน้าอกไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยง ปริมาณเนื้อเยื่อเต้านมมาก (Dense breast) คือปัจจัยเสี่ยง

Q: ใส่บราแบบมีโครงทำให้เป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

A: ไม่มีหลักฐานว่าบราแบบมีโครงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Q: เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนเสี่ยงมะเร็งไหม?

A: โดยทั่วไปไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมปกติ แต่มีโอกาสพบได้น้อยมากสำหรับภาวะ BIA-ALCL ซึ่งไม่ใช่มะเร็งเต้านมโดยตรง หากเสริมหน้าอกควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ

ขนาดหน้าอกไม่ใช่ตัวกำหนดความเสี่ยง แต่การใส่ใจตรวจคัดกรองคือสิ่งสำคัญที่สุด