แพทย์เตือนภัยเงียบ! พยาธิใบไม้ในตับ ต้นเหตุ 'มะเร็งท่อน้ำดี'
แพทย์เตือนภัยเงียบ พยาธิใบไม้ในตับ ต้นเหตุมะเร็งท่อน้ำดี

แพทย์ย้ำแซ่บได้ แต่ต้องไม่เสี่ยง เผยอาการ 'พยาธิใบไม้ในตับ' ต้นเหตุมะเร็งท่อน้ำดี

ท่ามกลางกระแสความนิยมอาหารพื้นถิ่นอีสานรสจัดจ้าน เมนูโปรดอย่างลาบ ก้อย หรือกุ้งเต้น อาจแฝงภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม ล่าสุดมีรายงานตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับในนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กว่า 4,000 ราย ซึ่งอาจปนเปื้อนมากับปลาร้าหรือปลาดิบที่ไม่ปรุงสุก

นพ.ตวงสิทธิ์ สุนทรพินิจ ศัลยแพทย์เฉพาะทางตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลวัฒนา จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ภาคอีสานถูกเรียกว่าเป็น 'Capital of Cholangiocarcinoma' หรือเมืองหลวงของมะเร็งท่อน้ำดีของโลก เนื่องจากพบผู้ป่วยจำนวนมาก โดยสาเหตุหลักมาจากพยาธิใบไม้ในตับที่สะสมมานานหลายปี

พยาธิใบไม้ในตับ: ภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำลาย

พยาธิใบไม้ในตับเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ไม่มีอาการเตือนในระยะแรก เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะฝังตัวและชอนไชในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอักเสบที่สะสมมานานหลายปีเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ที่นำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ และจะเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 50-60 ปี ซึ่งโรคมักพัฒนาไปไกลแล้ว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ปวดท้องจากท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะดีซ่าน ผิวหนังและดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง คันผิวหนังรุนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอ่อนเพลีย หากอาการรุนแรงจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด อาจนำไปสู่การเสียชีวิต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำร้ายตับ

นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ทำร้ายตับอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) จากการรับประทานอาหารพลังงานสูงเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ เช่น ทาน 3,000 แคลอรี่ แต่เบิร์นได้เพียง 2,000 แคลอรี่ ส่วนเกินจะไปพอกที่ตับ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและต่อเนื่อง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถจัดการไขมันส่วนเกินได้ดี

ทางรอดเมื่อพบมะเร็ง: ตรวจพบเร็ว รักษาได้

นพ.ตวงสิทธิ์ กล่าวว่า หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเป็นมะเร็งตับหรือท่อน้ำดีแล้วรักษาไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว 'ระยะของโรค' คือปัจจัยสำคัญที่สุด หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1-3) แพทย์สามารถผ่าตัดรักษาได้ โดยใช้เทคนิคทันสมัยทั้งผ่าตัดเปิดและผ่าตัดผ่านกล้อง ผลการรักษาในกลุ่มที่ผ่าตัดได้มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 60% ในช่วง 5 ปีหลังผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ สำหรับมะเร็งระยะสุดท้าย การรักษาจะเน้นประคับประคอง เช่น การระบายน้ำดีที่อุดตันและการให้เคมีบำบัดเพื่อชะลอการลุกลาม

วิธีดูแลสุขภาพตับให้ยืนยาว

นพ.ตวงสิทธิ์ แนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกิน โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุก 100% โดยเฉพาะเมนูจากปลาน้ำจืดและปลาร้า แม้รสชาติจะเปลี่ยนไปแต่ปลอดภัยต่อชีวิต ดูแลสมดุลพลังงานด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและต่อเนื่อง และตรวจคัดกรองเป็นประจำ สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นประจำ อย่ารอให้มีอาการรุนแรงแล้วค่อยพบแพทย์ เพราะการป้องกันและการคัดกรองคือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิต