การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้า 2 เหรียญทองและ 1 เหรียญเงิน นับเป็นครั้งแรกที่ไทยสามารถคว้าเหรียญทองได้ถึง 2 เหรียญในกีฬาโอลิมปิกครั้งเดียว
เทควันโดหญิงคว้าเหรียญทองแรก
เหรียญทองแรกของไทยมาจากกีฬาเทควันโดหญิง รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กิโลกรัม โดย "น้องเทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดสาวชาวไทย เอาชนะคู่แข่งจากจีนในการชิงชนะเลิศ ด้วยคะแนน 2-1 ยก ทำให้คว้าเหรียญทองไปครอง พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ 2 สมัยติดต่อกัน (ต่อจากโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียว)
ยกน้ำหนักชายได้เหรียญทองที่สอง
เหรียญทองที่สองของไทยมาจากกีฬายกน้ำหนักชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 73 กิโลกรัม โดย "บิ๊ก" ธีรภัทร ศิริบูรณ์ นักยกน้ำหนักชาวไทย ยกน้ำหนักรวม 364 กิโลกรัม (ท่าสแนตช์ 162 กิโลกรัม ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก 202 กิโลกรัม) เอาชนะคู่แข่งจากจีนและเกาหลีใต้ คว้าเหรียญทองไปครอง นับเป็นเหรียญทองแรกในกีฬายกน้ำหนักชายของไทยในรอบ 20 ปี
เหรียญเงินจากเทควันโดชาย
ส่วนเหรียญเงินของไทยมาจากกีฬาเทควันโดชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 68 กิโลกรัม โดย "เจ" ณัฐวุฒิ แก้ววิเชียร นักกีฬาเทควันโดชายชาวไทย พ่ายให้กับนักกีฬาจากเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศ ด้วยคะแนน 2-0 ยก ทำให้ได้เหรียญเงินมาครอง
ผลงานโดยรวมของไทย
นอกจาก 3 เหรียญดังกล่าว ไทยยังได้เหรียญทองแดง 2 เหรียญจากกีฬามวยสากลและกีฬาแบดมินตัน ส่งผลให้ไทยจบอันดับที่ 25 ของตารางเหรียญรางวัลรวม โดยมีเหรียญทอง 2 เหรียญ เงิน 1 เหรียญ และทองแดง 2 เหรียญ รวมทั้งหมด 5 เหรียญ
นายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม "นับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาไทย เราภูมิใจในตัวนักกีฬาทุกคนที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่"
การเตรียมตัวสู่อนาคต
หลังจบการแข่งขันโอลิมปิก 2024 ทีมชาติไทยจะกลับมาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยหวังว่าจะรักษามาตรฐานและพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป



