องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ได้ทำการอนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ชนิดใหม่ล่าสุดที่สามารถครอบคลุมไวรัสได้มากถึง 9 สายพันธุ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวัคซีนรุ่นก่อนหน้าที่ครอบคลุมเพียง 4 สายพันธุ์ โดยวัคซีนชนิดใหม่นี้มีชื่อว่า Gardasil 9 ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Merck Sharp & Dohme
ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
วัคซีน Gardasil 9 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อ HPV ได้ถึง 90% ซึ่งสูงกว่าวัคซีนรุ่นเดิมที่ป้องกันได้ประมาณ 70% โดยวัคซีนชนิดใหม่นี้ครอบคลุมเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด รวมถึงสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่
ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีน
คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัคซีนของสหรัฐฯ แนะนำให้ฉีดวัคซีน Gardasil 9 ในเด็กอายุ 11-12 ปี ทั้งเพศชายและหญิง เพื่อป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ก่อนที่จะมีโอกาสสัมผัสเชื้อ อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป และสามารถฉีดในผู้ใหญ่ที่อายุไม่เกิน 26 ปีได้เช่นกัน
- วัคซีนชนิดใหม่นี้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ในระยะเวลา 6 เดือน
- ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด และอาจมีไข้ต่ำๆ
- ผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรงไม่ควรฉีดวัคซีนนี้
การเข้าถึงวัคซีน
คาดว่าวัคซีน Gardasil 9 จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อเข็ม ซึ่งสูงกว่าวัคซีนรุ่นเดิมเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตมีแผนที่จะเจรจากับรัฐบาลและบริษัทประกันสุขภาพเพื่อให้วัคซีนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อย
ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการพิจารณานำวัคซีนชนิดใหม่นี้เข้ามาใช้ในระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในปีหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันวัคซีน HPV รุ่น 4 สายพันธุ์ยังคงให้บริการฟรีแก่นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั่วประเทศ
ความสำคัญของการป้องกัน
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 6,000 รายต่อปี และเสียชีวิตประมาณ 2,000 รายต่อปี การฉีดวัคซีน HPV จึงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดวิธีหนึ่ง ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่าการมีวัคซีนที่ครอบคลุมเชื้อ HPV มากขึ้นจะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย



