มะเร็งตับ ภัยเงียบที่คร่าชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย
โรคมะเร็งตับยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย โดยเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 87% เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว
ทำความรู้จักกับตับและมะเร็งตับ
ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น สะสมสารอาหาร หลั่งน้ำดีเพื่อช่วยดูดซึมไขมัน และสลายแอลกอฮอล์ ยา รวมถึงของเสียที่เป็นพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย
มะเร็งตับเกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในตับ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักที่พบได้บ่อยในประเทศไทย:
- มะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีในตับ (Cholangiocarcinoma): มักเกิดจากโรคพยาธิใบไม้ในตับและการบริโภคอาหารที่มีสารดินประสิวปนเปื้อน เช่น อาหารหมักดองและอาหารรมควัน
- มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma): สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น การดื่มแอลกอฮอล์จัด ไขมันพอกตับ และการสัมผัสสารอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงหรือพริกแห้ง
สัญญาณเตือนและอาการของมะเร็งตับ
ในระยะแรก มะเร็งตับมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคพัฒนาขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง และปวดชายโครงด้านขวา หากมะเร็งทำลายการทำงานของตับมากขึ้น อาจพบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวม ขาบวม และมีไข้ต่ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
การตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งตับ
การตรวจคัดกรองมะเร็งตับระยะแรกเริ่มสามารถทำได้ด้วยการอัลตราซาวนด์ตับหรือตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Alpha-Fetoprotein) ทุก 6-12 เดือน สำหรับการรักษา จำเป็นต้องมีการวางแผนโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น:
- การผ่าตัด: เหมาะสำหรับผู้ป่วยประมาณ 20% ที่มีก้อนมะเร็งขนาดไม่ใหญ่และตับแข็งไม่รุนแรง
- การเปลี่ยนตับ: ใช้ในกรณีที่ตับแข็งรุนแรง แต่ยังไม่แพร่หลายในไทยเนื่องจากผู้บริจาคมีจำกัด
- การรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ
- การฉายแสงและใช้รังสี: เช่น SBRT และ SIRT ซึ่งช่วยทำลายเซลล์มะเร็งโดยลดผลกระทบต่อเนื้อตับปกติ
วิธีป้องกันมะเร็งตับ
การป้องกันมะเร็งตับสามารถทำได้โดย:
- หลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืดดิบและอาหารที่มีสารดินประสิว เพื่อป้องกันมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์และควบคุมน้ำหนักเพื่อป้องกันไขมันพอกตับ
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบหรือมีตับแข็ง ควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุก 6 เดือน
มะเร็งตับเป็นโรคที่ป้องกันได้หากมีการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ การเลือกสถานพยาบาลที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ



