เด็กขาโก่ง: สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง
เด็กขาโก่ง สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกังวลเมื่อสังเกตเห็นลูกมีลักษณะขาโก่ง แต่ความจริงแล้วภาวะขาโก่งในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่สามารถหายได้เองตามวัย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง

ขาโก่งคืออะไร

ขาโก่ง (Bow legs) คือภาวะที่ขาและเข่าของเด็กโค้งงอออกด้านนอก อาจเป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียว และมักพบร่วมกับเท้าบิดเข้าด้านใน เมื่อเด็กยืนตรงและชิดส้นเท้าเข้าหากัน หัวเข่าจะแยกออกจากกันไม่ชิดกัน ภาวะนี้พบได้บ่อยในทารกและเด็กวัยหัดเดิน และส่วนใหญ่เป็นภาวะปกติที่สามารถแก้ไขได้เองตามธรรมชาติ

สาเหตุของขาโก่งในเด็ก

ขาโก่งในเด็กแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ขาโก่งปกติและขาโก่งผิดปกติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขาโก่งปกติ

เกิดจากปัจจัยทางกายภาพระหว่างตั้งครรภ์ เช่น กระดูกขาของทารกงอตัวเพื่อปรับเข้ากับพื้นที่จำกัดในมดลูก นอกจากนี้ เด็กที่ยืนหรือเดินเร็วเกินวัย หรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจมีภาวะขาโก่งชั่วคราว ก่อนที่ขาจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่แนวตรงเมื่ออายุ 7-8 ปี บางรายอาจมีลักษณะขาเป็ดหรือขาฉิ่งในช่วงอายุ 3-4 ปี ก่อนกลับมาเป็นปกติ

ขาโก่งผิดปกติ

เกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) จากการขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกอ่อนนิ่มและผิดรูป โรคเบล้าท์ (Blount's Disease) ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกข้อเข่าด้านใน ทำให้ขาโก่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การติดเชื้อหรือการบาดเจ็บที่กระดูก และโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคกระดูกเปราะ หรือโรคทางเมตาบอลิซึม

เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปพบแพทย์

ผู้ปกครองควรสังเกตอาการต่อไปนี้ หากพบควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ขาโก่งข้างเดียว หรือโก่งไม่เท่ากัน
  • ขาโก่งรุนแรง หรือมีแนวโน้มโก่งมากขึ้น
  • เด็กมีอาการปวดขา เจ็บเข่า หรือเดินผิดปกติ
  • ตัวเล็กกว่าปกติ หรือมีพัฒนาการล่าช้า
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคที่ทำให้เกิดขาโก่ง เช่น โรค Blount's Disease

แนวทางการรักษาขาโก่งในเด็ก

ในกรณีส่วนใหญ่ ภาวะขาโก่งปกติจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากเกิดจากโรคเฉพาะ แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามสาเหตุ

การรักษาโรคกระดูกอ่อน

แพทย์จะแนะนำให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริม ซึ่งได้ผลดีหากเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ

การรักษาโรค Blount's Disease

ในระยะเริ่มต้นหรือกรณีไม่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ใส่อุปกรณ์พยุงขา (braces) เพื่อช่วยปรับแนวขา

การผ่าตัดรักษาขาโก่งรุนแรง

ในกรณีที่ขาโก่งรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น หรือมีแนวโน้มแย่ลง แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด โดยมีวิธีหลัก 2 วิธี:

  • Guided Growth (Hemiepiphysiodesis): การผ่าตัดเล็กโดยใส่หมุดหรือแผ่นโลหะที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกด้านในหัวเข่า เพื่อชะลอการเจริญเติบโตในส่วนนั้น ทำให้ขาค่อยๆ เหยียดตรงตามธรรมชาติ มักทำในเด็กวัยเรียนที่ยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโต
  • Osteotomy: การผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่า โดยตัดกระดูกขาบางส่วนและจัดเรียงแนวกระดูกให้ตรง แล้วตรึงด้วยเหล็กดามหรือสกรู มักทำในกรณีขาโก่งรุนแรงมากหรือในเด็กที่โตแล้ว

รศ. นพ. จตุพร โชติกวณิชย์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การเฝ้าสังเกตและติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใส่อุปกรณ์พยุงขาหรือดูแลหลังผ่าตัด เพื่อให้แพทย์ประเมินความคืบหน้าและปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ปกครอง

แม้ขาโก่งในเด็กส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ปกครองควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของขา การเดิน และอาการอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดี