สภาอุตสาหกรรมฯ เผย SMEs ไทยเผชิญวิกฤตหนี้สูง 1.9 ล้านล้านบาท หลังผลกระทบโควิด-19
SMEs ไทยหนี้สูง 1.9 ล้านล้านบาท หลังโควิด-19 (19.04.2026)

วิกฤตหนี้สิน SMEs ไทยพุ่งสูง 1.9 ล้านล้านบาท หลังผลกระทบโควิด-19

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่าวิตกสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย โดยพบว่าหนี้สินสะสมของกลุ่มธุรกิจนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 1.9 ล้านล้านบาท หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ

ผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรง

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ SMEs ไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและบริการ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ หลายธุรกิจต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ค่าใช้จ่ายยังคงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการกู้ยืมเงินเพื่อประคับประคองกิจการ และนำไปสู่การสะสมหนี้สินในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ การจำกัดการเดินทางและมาตรการควบคุมโรคยังทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การส่งออกชะลอตัว และอุปสงค์ภายในประเทศลดลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมให้ SMEs ต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

รายงานจากสภาอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า SMEs ในภาคการผลิต เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่การผลิตที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ขณะที่ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และค้าปลีก ก็เผชิญกับความท้าทายไม่แพ้กัน จากการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมลดลงอย่างมาก

การสะสมหนี้สินในระดับสูงนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของ SMEs แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

แนวทางแก้ไขและความท้าทายในอนาคต

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอแนะมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ SMEs ไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ซึ่งรวมถึง:

  • การสนับสนุนทางการเงิน: เช่น การขยายเวลาชำระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย และการให้สินเชื่อพิเศษเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ
  • การปรับตัวทางธุรกิจ: กระตุ้นให้ SMEs หันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายช่องทางรายได้ใหม่
  • นโยบายภาครัฐ: รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระภาษี เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง SMEs ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต

การแก้ไขวิกฤตหนี้สินของ SMEs ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว