สงครามตะวันออกกลางกระทบไทย! SME พลาสติก-บรรจุภัณฑ์ 98.8% ต้นทุนพุ่ง กรมการค้าภายในคุมเข้ม 59 สินค้า
สถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ ทำให้เรือขนส่งวัตถุดิบไม่สามารถผ่านได้ ส่งผลให้สินค้าต่างๆ เริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์
ผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการ SME
จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ถุงร้อนและถุง HD ได้ปรับเพิ่มราคาขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท ในขณะที่บรรจุภัณฑ์อาหารอื่นๆ ก็ขยับตัวตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะประกาศว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าในขณะนี้ แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป การปรับขึ้นราคาอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรมการค้าภายในออกมาตรการควบคุมราคา
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้มีการปรับขึ้นโดยไม่จำเป็น ได้ออกมาประกาศห้ามผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าปรับขึ้นราคาโดยอ้างตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการหรือ กกร. ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตให้ปรับราคาจำหน่ายได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลย กรมฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายให้ตรึงราคาจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน
สินค้า 6 กลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบ
กรมการค้าภายในได้ประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้าและพบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่
- กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
- กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
- กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
- กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
สินค้าเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ กรมฯ จึงเล็งเสนอกกร. ปรับมาตรการควบคุมสินค้า 6 รายการเพิ่มเติม
กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ
สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมฯ ใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่
- กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
- กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน
- กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน
เตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย
ล่าสุดกรมฯ เตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง
โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการหรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป
บทลงโทษสำหรับผู้ฉวยโอกาส
หากพบเห็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกักตุนสินค้า มีโทษหนัก ดังนี้
- กักตุนสินค้าหรือปฏิเสธการจำหน่าย: จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ไม่ปิดป้ายแสดงราคา: ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ประชาชนต้องติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะออกมาประกาศห้ามขึ้นราคาสินค้า แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านโชห่วยบางแห่งมีการปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว โดยอ้างว่าซื้อสินค้ามาแพง
ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 กรมการค้าภายในจะมีแถลงข่าวสถานการณ์การตรวจสอบรับเรื่องร้องเรียน และมาตรการรองรับสินค้าอุปโภคบริโภคว่าจะออกมาทิศทางใด เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและทันสถานการณ์



