GC นำน้ำมันพืชใช้แล้วผลิต SAF เชื้อเพลิงอากาศยานสะอาด ลดคาร์บอน 85%
GC ผลิต SAF จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ลดคาร์บอน 85%

GC เปิดตัวโรงกลั่นชีวภาพผลิต SAF จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ลดคาร์บอน 85%

ในความพยายามขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้นำเสนอความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนผ่านโรงกลั่นชีวภาพครบวงจร (Biorefinery) ที่เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง นายพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมี ขั้นต้นและขั้นกลางของ GC เปิดเผยว่า การลดคาร์บอนไม่ใช่เพียงโจทย์สิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความสามารถในการขยายผลในระยะยาว

เทคโนโลยี Co-processing สร้างมูลค่าจากของเสีย

GC เป็นผู้บุกเบิกการผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยี Co-processing ในโรงกลั่นชีวภาพที่ปรับปรุงจากโรงกลั่นเดิม เพื่อแปลงน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นพลังงานสะอาดและวัตถุดิบชีวภาพ กระบวนการนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ISCC CORSIA ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป

นายพรรคพงษ์ กล่าวเสริมว่า "น้ำมันพืชใช้เดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย สามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ได้ด้วยเทคโนโลยี Biorefinery แบบ Co-processing ของ GC เพื่อผลิต SAF และยังต่อยอดไปสู่วัสดุชีวภาพอย่าง Bio-Circular Polypropylene หรือ Bio-PP ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกทั่วไป"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แผนขยายกำลังผลิตและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

โรงกลั่นชีวภาพแห่งนี้เริ่มต้นด้วยกำลังการผลิต SAF 6 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายสู่ 24 ล้านลิตรต่อปีในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ 60,000 ตันต่อปี นอกจาก SAF แล้ว โรงกลั่นยังสามารถผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพมูลค่าสูงกว่า 10 ชนิด เช่น:

  • Bio-Propylene สำหรับผลิตของเล่นเด็กและชิ้นส่วนยานยนต์
  • Bio-Butadiene สำหรับผลิตยางรถยนต์
  • Bio-PTA สำหรับผลิตพลาสติก PET ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าวัสดุจากฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ

สนับสนุนนโยบายรัฐและเป้าหมาย Net Zero

ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานได้ประกาศข้อกำหนดมาตรฐานและสเปก SAF และกำหนดให้เริ่มผสม SAF ในเชื้อเพลิงอากาศยานที่ระดับ 1% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อรองรับทิศทางการบินคาร์บอนต่ำ ภาครัฐมีแผนยุทธศาสตร์เพิ่มสัดส่วนการผสม SAF ไปสู่ 5-8% ตั้งแต่ปี 2576 เป็นต้นไป

นายพรรคพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "GC พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน SAF ผ่านการพัฒนาโซลูชันและความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อช่วยเพิ่มการผลิตและการใช้งานจริงสู่เป้าหมาย Net Zero" ความยั่งยืนในมุมมองของ GC ไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเลียม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม