วิกฤตรายได้ดิ่ง! เหมือง Bitcoin หันหลังให้เหรียญดิจิทัล เปลี่ยนสู่ AI Infrastructure
อุตสาหกรรมเหมือง Bitcoin ที่เคยรุ่งเรืองและสร้างรายได้มหาศาล กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 2569 เมื่อผู้เล่นรายใหญ่เริ่มถอยจากโมเดลเดิม และหันไปเดิมพันกับธุรกิจใหม่อย่างโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล AI (AI Infrastructure) ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากการขุดเหรียญมาเป็นการให้เช่าหน่วยประมวลผลสำหรับ AI ที่สร้างรายได้ใหม่ได้ทันที
รายได้ต่อกำลังขุดดิ่งฮวบ ต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 3 เท่า
ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเหมืองขุดคริปโตเคอเรนซี หรือ Bitcoin Mining กำลังถูกบีบจากสองปัจจัยหลักจนโมเดลการสร้างรายได้แบบเดิมเริ่มไปต่อยาก เริ่มจากรายได้ต่อกำลังขุด (Hash Price) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดรายได้สำคัญของนักขุด Bitcoin ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยลดลงจากระดับประมาณ 300-400 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 เหลือเพียงระดับหลักสิบในปี 2568-2569
มากไปกว่านั้น ตามข้อมูลจาก Luxor Technology ยังระบุว่า Mining Difficulty หรือระดับความยากในการขุดก็ลดลงอย่างมาก สะท้อนว่าผู้เล่นบางส่วนเริ่มปิดเครื่อง เนื่องจากไม่คุ้มทุน ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนหลักเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในไม่กี่ปี จากปี 2566 ที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ พุ่งสู่ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกปี 2569 โดยค่าไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้จากการขุด ส่งผลให้ต้นทุนรวมพุ่งไปอยู่ในระดับ 90% ต้น ๆ
โครงสร้าง Bitcoin กดดันเพิ่ม กำไรลดเหลือ 60%
นอกจากนี้รายงานระบุอีกว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์หนักขึ้น คือ โครงสร้างของ Bitcoin เอง ตั้งแต่ราคาที่ผันผวน รวมถึงระบบถูกออกแบบให้เกิด Bitcoin Halving ที่จะลดรางวัลของนักขุดลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 4 ปี ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มให้กับนักขุด มากยิ่งขึ้นกว่าอดีต นั่นหมายความว่า ต่อให้ทุกอย่างเท่าเดิม แต่รายได้จะลดลงโดยอัตโนมัติ ธุรกิจจึงถูกบีบทั้งด้านบน (รายได้) และด้านล่าง (ต้นทุน) พร้อมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin ไม่ใช่ธุรกิจ High-margin แบบเดิมอีกต่อไป เพราะต้นทุนหลักเพิ่มขึ้นจนกินสัดส่วนรายได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มาร์จิ้นถูกบีบอย่างรุนแรงจนกำไรของธุรกิจขุดลดลงเหลือราว 60% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากอัตรากำไรขั้นต้นเคยพุ่งเกิน 90% ในช่วงตลาดกระทิงปี 2564
AI กลายเป็นทางรอดใหม่ โครงสร้างเดิมได้เปรียบ
ในจังหวะที่ธุรกิจขุดเริ่มไม่คุ้มค่า สิ่งที่เข้ามาแทน คือ ความต้องการพลังประมวลผลของ AI ที่กำลังพุ่งขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงสร้างต้นทุนของ AI โดยเฉพาะค่าไฟต่อรายได้ต่ำกว่ามาก บริษัทจึงหันไปใช้โครงสร้างเดิมกับ AI แทน และนี่คือจุดที่ธุรกิจเหมือง Bitcoin มีข้อได้เปรียบ
ธุรกิจเดิมที่มีโครงสร้างการประมวลผลหลักอย่างศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า ระบบหล่อเย็นที่พร้อมใช้งาน ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการบริหารฮาร์ดแวร์ระดับสูงของบุคลากร ทำให้ธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin สามารถเปลี่ยนจากการขุดเหรียญมาเป็นการให้เช่าหน่วยประมวลหรือคอมพิวต์ AI ได้แทบจะทันที
เหมืองรายใหญ่ลงมือจริง ขาย Bitcoin-เครื่องขุดเพื่อ AI
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทเหมืองรายใหญ่เริ่มลงมือจริงแล้วในสหรัฐฯ บางรายขาย Bitcoin ที่ถืออยู่ เพื่อนำเงินไปลงทุน AI บางรายขายเครื่องขุดและเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลเต็มรูปแบบ บางรายถึงขั้นรีแบรนด์บริษัท เพื่อสะท้อนทิศทางใหม่
Brian Dobson กรรมการผู้จัดการจาก Clear Street มองว่าในระยะยาวธุรกิจศูนย์ข้อมูลสำหรับ HPC และ AI จะมีความได้เปรียบเหนือการขุด Bitcoin ทั้งในแง่ความชัดเจนของรายได้ อัตรากำไร และกระแสเงินสด ขณะที่ Vasu Kasibhotla นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาวุโสจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคา Bitcoin ควบคู่กับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งเร่งให้บริษัทเหล่านี้ต้องเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น
รายได้ AI คาดพุ่ง 70% ภายในธันวาคมนี้
โดย CoinShares ประเมินไว้ว่าภายในเดือนธันวาคมนี้ รายได้จาก AI จะคิดเป็นราว 70% ของรายได้รวมของบริษัทเหมืองคริปโตฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม Bitcoin จะยังไม่หายไป และเครือข่ายยังคงทำงานได้ปลอดภัยตามปกติ แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยน คือ บทบาทของนักขุด ที่อาจต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหมือง Bitcoin ไม่ใช่แค่ผลกระทบระยะสั้นจากราคาเหรียญหรือค่าไฟ แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโมเดล เมื่อรายได้ลดลงต่อเนื่อง แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกอุตสาหกรรมหนึ่งให้กำไรสูงกว่าและเติบโตเร็วกว่า การเลิกขุด Bitcoin แล้วหันไปหา AI จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกใหม่ แต่นี่อาจกลายเป็นทางรอดเดียวของผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้



