ส.อ.ท. เตือนสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบส่งออกรถยนต์-จักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย หลังราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังต้องรอความชัดเจนจากรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่ ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ผลกระทบต่อตลาดส่งออกและความเสี่ยงจากสงคราม
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ตลาดส่งออกที่ลดลงได้แก่เอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเนื่องจากยังไม่มีการสู้รบกันโดยตรง อย่างไรก็ตาม รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มุซไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์เพื่อรอความปลอดภัย
ตลาดตะวันออกกลางถือเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของไทย โดยรถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ จึงต้องติดตามสถานการณ์การสู้รบอย่างใกล้ชิดว่าจะยุติลงเมื่อใด
สถิติการส่งออกและแนวโน้มยอดขาย
ในปี 2568 ไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้น 0.61% จากปี 2567 คิดเป็น 21.17% ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน และรถ PPV 23,359 คัน
สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ ไทยส่งออกรถยนต์ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 39.02% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 0.05% หรือลดลงเล็กน้อยเพียง 41 คัน ส่วนตัวเลขการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์อยู่ที่ 139,600 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 2.76%
ยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลงเป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56% เนื่องจากสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 ส่วนรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลงเนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอ
ปัจจัยกดดันและความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่ เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างใกล้ชิด



