ก.อุตฯ เฝ้าระวังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน หวั่นกระทบอุตสาหกรรมไทยจากราคาน้ำมันและโลจิสติกส์
ก.อุตฯ เฝ้าระวังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมไทย

กระทรวงอุตสาหกรรมเฝ้าระวังสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน หวั่นกระทบภาคอุตสาหกรรมไทย

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะด้านราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ กระทรวงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบและจัดทำมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ

ผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งต่ออุตสาหกรรมไทย

แม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก โดยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ การค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลางมีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่อิหร่านอาจปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ คาดการณ์ว่า หากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100–105 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเปราะบาง

จากการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งของหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง ได้แก่

  • เหล็กและเหล็กกล้า 7.93%
  • การฟอกและย้อมผ้า 6.31%
  • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน 4.82%
  • ปูนซีเมนต์ 4.43%
  • ผลิตภัณฑ์จากโลหะ 4.01%
  • แก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว 2.74%
  • เสื้อผ้าและสิ่งทอ 2.53%

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ อาจทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก อาจเผชิญความล่าช้าในการขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค

จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10–20% (ประมาณ 77–85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700–3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม
  2. ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100–105 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125–12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม

ผลการประเมินสะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรการรับมือและแนวทางรองรับ

กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ สศอ. เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกต่อภาคการผลิตและจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ มาตรการเหล่านี้รวมถึง

  • การติดตามต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง
  • การพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs
  • การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการใช้พลังงาน
  • การสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และการกระจายตลาดส่งออก

เป้าหมายคือเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง