ดัชนีอุตสาหกรรม ม.ค. 69 โตทะยาน 6.91% รับอานิสงส์เลือกตั้ง-ผลิต EV ชดเชย-ส่งออกพุ่ง สศอ.ชี้!
ดัชนีอุตสาหกรรม ม.ค. 69 โต 6.91% รับอานิสงส์เลือกตั้ง-ส่งออก

ดัชนีอุตสาหกรรมไทยเดือนมกราคม 2569 โตทะยาน 6.91% รับแรงหนุนจากกิจกรรมหลังเลือกตั้งและภาคส่งออก

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประจำเดือนมกราคม 2569 พบว่าภาพรวมมีการขยายตัวไปในทิศทางที่ดี โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ระดับ 101.58 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.91 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และขยายตัวร้อยละ 1.46 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM)

อัตราการใช้กำลังการผลิต (Cap U) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 60.07 จากระดับร้อยละ 57.88 ในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต

ภาพรวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเดือนแรกของปีมีทิศทางที่สดใส ปัจจัยหลักมาจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้าตามมาตรการ EV 3.5 และภาคการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ กิจกรรมจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น กระดาษ ไม้ อาหาร และเสื้อผ้าได้อย่างดี

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนี MPI ในเดือนมกราคม ได้แก่

  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 18.18 ตามความต้องการสั่งซื้อจากต่างประเทศ
  • อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ขยายตัวร้อยละ 67.31 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้มีผลผลิตเข้าสู่โรงงานมากขึ้น
  • อุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ร้อยละ 6.27 จากความต้องการยานยนต์สมัยใหม่และการเร่งผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า

อุตสาหกรรมที่หดตัวและความท้าทาย

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อดัชนี MPI ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • อุตสาหกรรมน้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 6.88 จากปัญหาการจัดการแรงงานเก็บเกี่ยว
  • อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวร้อยละ 29.6 จากการหยุดผลิตชั่วคราวของผู้ประกอบการบางราย
  • อุตสาหกรรมคอนกรีต ปูนซีเมนต์ หดตัวร้อยละ 7.07 ตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่จำกัด

แม้ตัวเลขน้ำตาลทรายแบบปีต่อปีจะดูติดลบ แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าจะพบว่าพุ่งสูงกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการเพื่อลดการเผาอ้อยและการตัดอ้อยก่อนปีใหม่ ทำให้ผลผลิตทะลักเข้าสู่กระบวนการหีบอย่างเต็มที่ในช่วงหลังปีใหม่แทน

การค้าระหว่างประเทศและแนวโน้มทั้งปี

ด้านการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญ โดยการส่งออกรวมมีมูลค่า 31,573 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 24.4 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 26,951 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 29.8 (หากหักทองคำ อาวุธ และยานรบ จะขยายตัวร้อยละ 25) โดยมีสินค้าเด่น เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แผงวงจร รถปิกอัพ และทองแดง

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 32,859 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 26.3 โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนที่เติบโตร้อยละ 29.5 และวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปโตถึงร้อยละ 44.2 สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมลงทุนของภาคการผลิต

สำหรับระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้นที่ระดับ 0.29 แต่ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังล่าช้า และสถานการณ์การค้าชายแดนโดยเฉพาะฝั่งกัมพูชา ขณะที่เศรษฐกิจโลกฝั่งประเทศคู่ค้าสำคัญทั้งจีน ออสเตรเลีย อาเซียน และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจน

ในส่วนของการประเมินแนวโน้มทั้งปี 2569 สศอ. คาดการณ์ว่าดัชนี MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.5 - 2.5 ปัจจัยสนับสนุนหลักคือการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ตลอดจนการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน สภาพอากาศแปรปรวน และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

การปรับปรุงดัชนีและความมั่นใจในเป้าหมาย

แม้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเดิมจะสิ้นสุดลงและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ EV 3.5 แต่ค่ายรถยนต์ต่างๆ ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยภายในประเทศ เราจึงมั่นใจว่าภาคการผลิตรถยนต์จะไม่สะดุด และเป้าหมายการขยายตัวทางอุตสาหกรรมที่ 1.5-2.5% ในปีนี้มีความเป็นไปได้สูง

นอกจากนี้ สศอ. ยังได้มีการปรับปรุงตะกร้าสินค้าในการคำนวณดัชนี MPI ให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบันมากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักสินค้าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก (โพลีเอสเตอร์ ไนลอน คาร์บอนแบล็ก) และเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง พร้อมถอดสินค้าที่ความต้องการลดลงออก เช่น ส้วมนั่งยอง และที่วางสบู่ในห้องน้ำ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมไทยได้อย่างแม่นยำที่สุด