กนอ. เปิดแผนปี 2569 รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง มุ่งนวัตกรรมและพลังงานสะอาดดึงการลงทุนระดับโลก
วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อรับมือกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวที่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น
มุ่งสู่พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ
กนอ. ได้วางแนวทางขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นการเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านแผนปี 2568-2569 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ กนอ. กำลังเร่งยกระดับสู่โครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง (Advanced Infrastructure) โดยส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานผ่านการสนับสนุนโรงไฟฟ้า SPP/IPP และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงโซลาร์ลอยน้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
เป้าหมายคือการก้าวสู่ RE100 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 315,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
มาตรการลดต้นทุนโลจิสติกส์และจูงใจการลงทุน
ด้านโลจิสติกส์ ผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้นจากการปรับเส้นทางเรือ กนอ. จึงเสนอแนวทางคืนเวลาเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยการใช้ความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ (Regulatory Flexibility)
ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และ OCR มาช่วยในระบบอนุญาตอัจฉริยะ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาบริการจากเดิมเฉลี่ย 55 นาที เหลือเพียง 11-19 นาที พร้อมปรับขั้นตอนให้ผู้ประกอบการเริ่มโครงการได้เร็วขึ้น แม้อยู่ในกระบวนการรอผล EIA เพื่อสร้างความมั่นใจในความเร็วและความแน่นอนของการทำธุรกิจ
ผู้ว่าการกนอ. กล่าวอีกว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง หรือโอกาสทองสำหรับการย้ายฐานการผลิต โดยกนอ. ได้ปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์จากผู้จัดสรรที่ดินสู่การเป็น Industrial FDI+ Platform
พร้อมอัดฉีดมาตรการจูงใจที่จับต้องได้จริง เช่น มาตรการฟรีค่าเช่าที่ดินและค่าบำรุงรักษาเป็นเวลา 2 ปี ในนิคมอุตสาหกรรมนำร่อง เพื่อดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy) อาทิ EV, Electronics และ Digital
การสนับสนุน SME และการดูแลทรัพยากรมนุษย์
กนอ. ยังให้ความสำคัญกับการประคอง SME และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศผ่านโครงการ SMEs + Matching MMC เพื่อผลักดัน Local Suppliers ไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
รวมถึงการดูแลทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการตรวจสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมท่ามกลางภาวะตึงเครียด
นอกจากนี้ กนอ. ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์เตือนภัยทางเศรษฐกิจเพื่อให้โรงงานวางแผนบริหารสต็อกวัตถุดิบได้ทันท่วงที มุ่งมั่นพาภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคงในยุคแห่งความท้าทาย



