อุตสาหกรรมพลาสติกไทยเผชิญวิกฤติหนัก ราคาวัตถุดิบพุ่ง 60-90% ดันต้นทุน SMEs ทยอยปิดตัว
อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งรุนแรง หลังราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 60-90% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสำเร็จรูปทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ทันตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกและเมลามีนรายใหญ่ที่สุดในประเทศ เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจากวิกฤติพลังงานและสงคราม
นายสนั่นระบุว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เนื่องจากราคาเม็ดพลาสติก Virgin ทั้งประเภทโพลิเอทิลีน (PE), โพลิโพรพิลีน (PP) และโพลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) ซึ่งได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นแบบรายวัน นอกจากนี้ ค่าระวางเรือยังเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และค่าประกันภัยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจมตีก็สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศที่ป้อนวัตถุดิบให้ศรีไทยต้องปรับขึ้นราคาตามตลาดโลก
ล่าสุด ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศพักรบกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ราคาเม็ดพลาสติกได้ปรับขึ้นแล้ว 60-90% จากช่วงก่อนการสู้รบเริ่มต้นขึ้น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศรายงานว่า หาซื้อวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับผลิตเม็ดพลาสติก เช่น แนฟทา ได้ยากมาก แม้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลางเกือบเป็นอัมพาตจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
SMEs ทยอยปิดตัว แรงงานเสี่ยงตกงานจำนวนมาก
นายสนั่นเผยว่า ตอนนี้ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยรวมขึ้นแล้วเฉลี่ย 60-90% ขึ้นอยู่กับประเภทพลาสติก โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติกวิศวกรรม ที่ใช้เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษและสารเติมแต่งเคมีภัณฑ์จากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากเส้นทางเดินเรือโดยตรง มีต้นทุนการผลิตสูงสุดที่ 90% แล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ทันทีตามต้นทุนที่สูงขึ้นแบบรายวัน เนื่องจากติดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทำให้กำไรลดลงรวดเร็ว บางรายต้องแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาฐานลูกค้า อีกทั้งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมหาศาลซื้อวัตถุดิบปริมาณเท่าเดิมแต่ราคาแพงขึ้นมาก ทำให้กระแสเงินสดตึงตัว
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะรายกลางและเล็ก (SMEs) ทยอยปิดตัว เพราะต้นทุนสูงขึ้นเร็วเกินไป แต่ขึ้นราคาขายได้ไม่มาก แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกในภาพรวม เพราะสต๊อกในประเทศจะใช้ได้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ แต่เกิดภาวะตึงตัว หาซื้อเม็ดพลาสติกได้ยากขึ้นมาก เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศมีก๊าซและวัตถุดิบน้อยลง
สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ต้องจับตาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
แม้สหรัฐอเมริกาประกาศพักรบกับอิหร่าน 2 สัปดาห์ และอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีเพื่อให้เรือขนส่งสินค้าและน้ำมันผ่านไปได้ แต่หลังจากนั้น อิสราเอลกลับโจมตีเลบานอน พันธมิตรของอิหร่านซ้ำอีก ทำให้อิหร่านกลับมาปิดฮอร์มุซอีกครั้ง สถานการณ์จึงยังมีความไม่แน่นอนสูง
นายสนั่นเน้นย้ำว่า ต้องจับตาการเจรจาของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ปากีสถานในวันที่ 10 เมษายนนี้ หากยุติการสู้รบได้ในระยะยาว สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายโดยเร็ว แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ การสู้รบและการปิดฮอร์มุซยังคงมีอยู่ และยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ไทยจะไม่สามารถนำเข้าเม็ดพลาสติกหรือวัตถุดิบต้นน้ำมาผลิตเม็ดพลาสติกได้ จึงอาจเกิดอัมพาตในสายการผลิต เช่น ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องใช้พลาสติกเฉพาะทาง
ผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบัน มีผู้ผลิตในห่วงโซ่พลาสติกรวมๆ 3,300 แห่ง มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หากวิกฤติยืดเยื้อ โรงงานต่างๆ โดยเฉพาะ SMEs ที่ผลิตสินค้าสำเร็จรูปจากพลาสติก จะทยอยปิดตัว คนงานจะตกงานจำนวนมาก และกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง
นายสนั่นกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะเพื่อนบ้านเริ่มหันมามองไทยมากขึ้น เนื่องจากเส้นทางขนส่งในอาเซียนปลอดภัยและใช้เวลาสั้นกว่านำเข้าจากประเทศอื่น หากเราบริหารต้นทุนได้ดี จะชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้อย่างยั่งยืน
เรียกร้องรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน
อุตสาหกรรมพลาสติกยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน โดยการลดหรือยกเว้นเก็บภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติกทุกรายการและสารเคมีจำเป็นชั่วคราว จากปัจจุบันเก็บภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติก 3-5% รวมถึงให้นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย จากประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ นอกเหนือจากที่ไทยซื้อเป็นประจำ และจากประเทศอื่นที่พร้อมขายให้
นอกจากนี้ ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เสริมสภาพคล่องธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs, ตรึงค่า FT (ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ) และราคาก๊าซให้ภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดภาระต้นทุน, ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่, สนับสนุนเงินอุดหนุนค่าจ้างบางส่วนให้ SMEs กลุ่มพลาสติก เพื่อจูงใจไม่ให้เลิกจ้างงาน
"รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นพิเศษกับโรงงานที่ใช้พลาสติกรีไซเคิลทดแทนนำเข้าเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นทางรอดยั่งยืนที่สุดในระยะยาว เพราะขณะนี้เราไม่ได้เผชิญกับแค่สงครามอาวุธในตะวันออกกลาง แต่เรากำลังสู้กับ 'สงครามต้นทุน' ที่กระทบตั้งแต่ขวดน้ำดื่มไปจนถึงชิ้นส่วนไฮเทค รัฐต้องออกมาตรการเชิงรุกที่รวดเร็วและตรงจุด เพื่อประคองให้อุตสาหกรรมพลาสติกไทยผ่านพันพายุลูกนี้ไปให้ได้ โดยไม่เกิดภาวะตกงานครั้งใหญ่" นายสนั่นกล่าวทิ้งท้าย



