ฝากการบ้าน 2 กระทรวงเศรษฐกิจ 'พลังงาน-อุตสาหกรรม' ในปีหัวเลี้ยวหัวต่อ
ปี 2569 ถือเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของโลกในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยเริ่มเห็นเค้าลางของพรรคการเมืองที่จะมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยคาดการณ์ตามไทม์ไลน์ว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศได้ในเดือนมิถุนายนนี้
กระทรวงพลังงาน: เกรดเอกับภารกิจเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล
แม้กระทรวงพลังงานจะเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่มีงบประมาณเพียงปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่หากพิจารณาในเชิงลึกแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นกระทรวงเกรดเอที่มีทรัพยากรและผลประโยชน์ด้านสัมปทานพลังงานขนาดมหาศาล จนเปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งเพชรพระอุมา เป็นที่หมายตาของนักการเมืองจากทุกพรรคที่ต่างอยากเข้ามาบริหารจัดการ
โจทย์ยากที่เป็นเผือกร้อนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คือการต้องมาปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกับนโยบาย Flagship หรือเรือธงของกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด "เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล" ซึ่งประกอบด้วย 4 นโยบายหลักดังนี้
- เพิ่มการจัดหาพลังงานในประเทศในปีนี้: กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญต่อการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเร่งเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน พร้อมผลักดันประกาศผลผู้ชนะการสำรวจรอบที่ 25 บนบกที่รอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงขยายความร่วมมือในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) เพื่อสร้างฐานพลังงานที่มั่นคงและยืดหยุ่น
- ประกาศใช้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่: แผนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ เช่น เทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ การรองรับ Data Center การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพื่อรองรับเป้า Net Zero ที่เร็วขึ้น 15 ปี
- ปรับกฎระเบียบด้านพลังงานรองรับการเปลี่ยนผ่าน: หัวใจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาดอย่างยืดหยุ่นและเป็นธรรม โดยเดินหน้าพัฒนากรอบกฎหมายรองรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนใหม่และสร้างจุดแข็งให้ประเทศ
- เร่งจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 2569: การลงทุนด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงพลังงานต้องจัดสรรเงินกองทุนนี้เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน
ทั้งหมดนี้คือการบ้านที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ต้องรับไปดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ
กระทรวงอุตสาหกรรม: เกรดซีกับวาระเร่งด่วนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งถูกมองว่าเป็นกระทรวงเกรดซีในสายตาของพรรคการเมือง ก็มีวาระเร่งด่วนที่รัฐมนตรีคนใหม่ไม่มีเวลาเรียนรู้งานใดๆ เพราะต้องรีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของประเทศทั้งระบบผ่านยุทธศาสตร์สำคัญดังนี้
- เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU): ปัจจุบัน MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตมานานหลายปี ส่วน CapU ก็ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายอุตสาหกรรม มาตรการเร่งด่วนรวมถึงการแยกรายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มที่ฟื้นเร็วหรือฟื้นช้า แล้วใช้นโยบายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม การใช้มาตรการ Super Tax Deduction กระตุ้นการเดินเครื่องและอัปเกรดไลน์ผลิต รวมถึงดึงคำสั่งซื้อภาครัฐ (Local Content) เข้าโรงงานในไทยเพื่อดัน CapU ในระยะสั้น
- ปลดล็อกเอสเอ็มอี: สนับสนุนให้สินค้าเอสเอ็มอีของไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำได้ โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น
- กำหนดมาตรการรับมือสินค้านำเข้าราคาถูก: ปัญหาสินค้าจีนและประเทศอื่นๆ ที่ทะลักเข้ามาตีตลาดและทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ ส่งผลให้โรงงานไทยทยอยปิดกิจการและแรงงานตกงาน
- ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve และ Green Industry: โลกปัจจุบันต้องการสินค้าสะอาดและมีเทคโนโลยีตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ภารกิจนี้ต้องเร่งอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง สนับสนุนโรงงานเข้าสู่ Green Factory และจัดตั้งกองทุน Industrial Transformation Fund เพื่อช่วยโรงงานรุ่นเก่าปรับปรุงกิจการ
ทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมจึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว



