บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยแผนธุรกิจประจำปี 2568 โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
กลยุทธ์หลักของ SCGP ในปี 2568
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP กล่าวว่า บริษัทจะเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายฐานลูกค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีศักยภาพทางการตลาดสูง
SCGP ตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2568 เติบโต 5-10% จากปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
การลงทุนด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน
บริษัทจะลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาทในปี 2568 สำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการใช้พลาสติก virgin และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล (PCR) ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2568
นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า "เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและสังคม"
ผลประกอบการและแนวโน้มตลาด
ในปี 2567 SCGP มีรายได้รวม 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิ 7,800 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคและความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
แนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 4-6% โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น SCGP จึงปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
เป้าหมายระยะยาว
SCGP ตั้งเป้าเป็นองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยในปี 2568 จะเริ่มดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทจะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานเพื่อสร้างระบบนิเวศบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม



