สถิติทรัพย์สินทางปัญญา ม.ค. 69 สุขภาพ-อีคอมเมิร์ซมาแรง แม้คำขอลดลงเล็กน้อย
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยสำหรับเดือนมกราคม 2569 โดยรวมแล้วมีคำขอจดทะเบียนกว่า 6,171 คำขอ ซึ่งลดลงประมาณ 2.47% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 ที่มี 6,327 คำขอ ในขณะที่การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มี 1,213 รายการ เพิ่มขึ้น 10.47% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวา
ภาพรวมเทรนด์สุขภาพและอีคอมเมิร์ซเติบโตต่อเนื่อง
แม้ตัวเลขรวมจะลดลงเล็กน้อย แต่หมวดสุขภาพและการค้าออนไลน์ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนของภาคธุรกิจที่มุ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
รายละเอียดการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
การยื่นคำขอจดทะเบียนและแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญารวมทั้งหมด 7,384 คำขอ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
1. เครื่องหมายการค้า
เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ ลดลง 0.58% จากปี 2568 สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- บริการด้านการขายและการตลาด (646 คำขอ) ซึ่งสะท้อนถึงธุรกิจการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
- สินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม (637 คำขอ)
- ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ (605 คำขอ)
- เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (586 คำขอ)
- ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย (372 คำขอ)
สัดส่วนผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทยและต่างชาติอย่างละ 50% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุดคือ บริษัท มาสเตอร์ อโกรเทค จำกัด ในธุรกิจอาหารเสริมพืชและปุ๋ย (48 คำขอ) ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ที่ 3,109 เครื่องหมาย ลดลง 21.71% จากปีก่อน
2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์
มีการยื่นคำขอ 599 คำขอ ลดลง 10.19% จากปี 2568 นวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ (89 คำขอ)
- นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ (26 คำขอ)
- อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน (24 คำขอ)
- นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย (18 คำขอ)
- วัสดุเหล็กกล้า เช่น เหล็กกล้าที่มีความแข็งแกร่งสูงระดับพิเศษ (16 คำขอ)
สัดส่วนผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทย 8% และต่างชาติ 92% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุดเป็นบริษัทต่างชาติ เช่น โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น (22 คำขอ) ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์อยู่ที่ 568 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.11% จากปีก่อน
3. อนุสิทธิบัตร
มีการยื่นคำขอ 354 คำขอ ลดลง 8.05% จากปี 2568 นวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- อาหารและเครื่องดื่ม (52 คำขอ)
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ (23 คำขอ)
- ยาสมุนไพร (21 คำขอ)
- ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ (20 คำขอ)
- เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ (10 คำขอ)
สัดส่วนผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทย 96% และต่างชาติ 4% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุดเป็นสถาบันการศึกษาไทย เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (35 คำขอ) ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรอยู่ที่ 217 ฉบับ เพิ่มขึ้น 26.90% จากปีก่อน
4. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
มีการยื่นคำขอ 385 คำขอ ลดลง 7% จากปี 2568 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- เครื่องประดับ (49 คำขอ)
- ลวดลายผ้า (38 คำขอ)
- บรรจุภัณฑ์ (31 คำขอ)
- รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (30 คำขอ)
- เครื่องสำอาง (29 คำขอ)
สัดส่วนผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทย 62% และต่างชาติ 38% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุดเป็นผู้ยื่นชาวไทย เช่น บริษัท อนันทา จิวเวลรี่ จำกัด (21 คำขอ) ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 633 ฉบับ เพิ่มขึ้น 63.14% จากปีก่อน
5. ลิขสิทธิ์
มีการยื่นแจ้งข้อมูล 1,213 ผลงาน เพิ่มขึ้น 10.47% จากปี 2568 ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- วรรณกรรม (งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์) 422 ผลงาน
- ศิลปกรรม (จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ฯลฯ) 389 ผลงาน
- ดนตรีกรรม 261 ผลงาน
- โสตทัศนวัสดุ 114 ผลงาน
- สิ่งบันทึกเสียง 17 ผลงาน
สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลเป็นคนไทย 99% และต่างชาติ 1% โดยผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยมหิดล (85 ผลงาน) กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้น
การพัฒนาบริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนางานบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการสืบค้นข้อมูลเครื่องหมายการค้าและสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงจัดให้มีช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียนผ่านบริการ Fast Track เช่น
- เครื่องหมายการค้า จาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน สำหรับกรณีต้องนำหลักฐานไปแสดงต่อหน่วยงานราชการอื่น
- สิทธิบัตรการประดิษฐ์ จาก 38.5 เดือน เหลือ 12 เดือน สำหรับนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข อาหารแห่งอนาคต และนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
- อนุสิทธิบัตร จาก 12 เดือน เหลือ 6 เดือน
- สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน ในสาขานวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเข้าสู่ตลาดได้เป็นจำนวนมาก



