สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำในประเทศประจำวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 200 บาทจากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 65,000 บาทต่อบาททองคำ และราคารับซื้อคืนอยู่ที่ 64,800 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อคืนที่ 63,505.24 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 65,800 บาทต่อบาททองคำ
ราคาทองรูปพรรณและทองคำแท่งวันนี้
สำหรับราคาทองรูปพรรณแบบรวมค่ากำเหน็จ มีดังนี้ ทอง 1 สลึง ราคา 17,050 บาท ทอง 2 สลึง ราคา 33,300 บาท ทองครึ่งสลึง ราคา 8,925 บาท ทอง 2 บาท ราคา 131,600 บาท และทอง 5 บาท ราคา 329,000 บาท
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ
ราคาทองคำในประเทศอ้างอิงตลาดสปอตที่ 4,120.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และอิงค่าเงินบาทที่ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำสปอตได้รับปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในระดับสูง และหนุนการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ ราคาทองคำตลาดโลกปิดตลาดการซื้อขายในสัปดาห์นี้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยสู่บริเวณ 4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยระหว่างวันถูกกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง นำมาเป็นปัจจัยสนับสนุนกับคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในปีนี้
ผลสำรวจ CME FedWatch Tool และรายงานการประชุมเฟด
ผลสำรวจล่าสุดจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า มีโอกาสเพิ่มขึ้น 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือนกันยายน ขณะที่รายงานการประชุมเฟดครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนสะท้อนให้เห็นว่ากรรมการมีมุมมองเข้มงวดต่อการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
สถิติการประกาศราคาทองในสัปดาห์นี้
สำหรับสัปดาห์นี้ (6-11 กรกฎาคม) มีการประกาศราคาทองทั้งหมด 85 ครั้ง เป็นการเพิ่มขึ้น 32 ครั้ง ลดลง 52 ครั้ง และคงที่อีก 1 ครั้ง รวมราคาปรับตัวลดลง 550 บาท เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ยังอ่อนค่าระดับ 33 บาท ในช่วงระหว่าง 33.19-33.51 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อการคำนวณราคาทองคำในประเทศ
แนวโน้มราคาทองคำจากฮั่วเซ่งเฮง
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำสปอตว่าปรับตัวลดลงหลังขึ้นทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 4,135 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ภาพรวมยังอยู่ในระยะ Sideways โดยประเมินว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นได้หากปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่บริเวณ 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี หากหลุดแนวรับถัดไปที่บริเวณ 4,055 ดอลลาร์ ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงต่อเนื่องอีกครั้ง



