ตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลงในวันนี้ (5 ก.ย.) โดยดัชนี SET Index ปิดที่ 1,318.17 จุด ลดลง 10.65 จุด หรือ 0.80% มูลค่าการซื้อขายรวม 49,203 ล้านบาท ตามแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเทขายต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน
แรงขายต่างชาติกดดันตลาด
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเทขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ต่างชาติขายสุทธิ 1,040 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลงเช่นกัน"
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีนและสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ปัจจัยในประเทศยังไร้แรงหนุน
ด้านปัจจัยในประเทศยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเข้ามากระตุ้นตลาด โดยนักลงทุนยังคงรอติดตามความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 กันยายนนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าอาจมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50%
สำหรับแนวโน้มตลาดในระยะสั้น นายกรภัทร มองว่า "ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ โดยแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,310 จุด และ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 จุด และ 1,340 จุด"
มูลค่าซื้อขายและภาพรวมรายกลุ่ม
มูลค่าการซื้อขายรวม 49,203 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,134 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 304 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,040 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ขายสุทธิ 399 ล้านบาท
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ลดลง 1.12% กลุ่มพลังงาน ลดลง 0.95% และกลุ่มพาณิชย์ ลดลง 0.87% ขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมีเพียงกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่เพิ่มขึ้น 0.12%
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ CPALL มูลค่า 2,982 ล้านบาท ปิดที่ 57.00 บาท ลดลง 1.00 บาท DELTA มูลค่า 2,875 ล้านบาท ปิดที่ 82.50 บาท ลดลง 1.00 บาท PTTEP มูลค่า 2,306 ล้านบาท ปิดที่ 156.00 บาท ลดลง 1.50 บาท PTT มูลค่า 2,174 ล้านบาท ปิดที่ 35.75 บาท ลดลง 0.25 บาท และ KBANK มูลค่า 2,146 ล้านบาท ปิดที่ 132.50 บาท ลดลง 1.50 บาท
มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป
นายกรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า "ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด"
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนออกมาได้ อาจช่วยหนุนตลาดให้ฟื้นตัวได้บ้าง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ



