ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 2.37 จุด แตะ 1,310.25 จุด หลังจากขึ้นไปทำระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 1,315.66 จุด และต่ำสุดที่ 1,308.72 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 38,182.44 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก และความคาดหวังต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ที่จะออกมา
แรงซื้อกลุ่มพลังงานหนุนตลาด
นายถนอมศักดิ์ สุวรรณสุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย โดยมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เผยตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบลดลงมากกว่าคาด ขณะที่นักลงทุนยังคงรอติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2567 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยออกมาในสัปดาห์หน้า
หุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นนำตลาด อาทิ ปตท. (PTT) ปิดที่ 35.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.44% ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.65% และบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปิดที่ 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.03%
กลุ่มแบงก์ยังคงแข็งแกร่ง
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยได้รับอานิสงส์จากความคาดหวังว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะออกมาดี เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นช่วยหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ โดยธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปิดที่ 154.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.65% ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปิดที่ 140.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.36% และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ปิดที่ 104.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.48%
ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ปิดที่ 241.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.84% หลังจากมีข่าวการเปิดประมูลคลื่นความถี่ใหม่ในอนาคต
แนวโน้มตลาดวันพรุ่งนี้
นายถนอมศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,300-1,320 จุด โดยยังต้องจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาด
ด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยวันนี้ต่างชาติขายสุทธิ 1,234.56 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 876.23 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 358.33 ล้านบาท
มูลค่าการซื้อขายรวม 38,182.44 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 38,012.34 ล้านบาท และกองทุนรวม 170.10 ล้านบาท โดยมีหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 1,234 หลักทรัพย์ ปรับตัวลง 1,567 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 456 หลักทรัพย์



