สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางพุ่งทะยานสู่จุดเดือดอีกครั้งในรอบหลายสัปดาห์ เมื่อปฏิบัติการทางทหารที่ชื่อว่า "Project Freedom" ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านปะทุขึ้นจนข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางจ่อจะล่มสลายลงทุกขณะ ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ภาพของเรือรบสหรัฐฯ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใต้การระดมยิงของฝ่ายอิหร่าน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้าโดยตรงที่โลกต้องกลับมากังวลอีกครั้ง
Project Freedom ภารกิจกู้ชีพหรือชนวนสงคราม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 พฤษภาคม) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลถึงการเริ่มต้นปฏิบัติการ "Project Freedom" โดยระบุว่าเป็นภารกิจทางมนุษยธรรมเพื่อช่วยเหลือเรือสินค้าและลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิตจากประเทศต่าง ๆ ที่ติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่เดือนมีนาคม เนื่องจากการปิดล้อมของอิหร่าน ทรัมป์ย้ำว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม และเรือเหล่านี้กำลังขาดแคลนเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม อิหร่านมองว่านี่คือการรุกรานทางทหาร กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซควรได้รับการดูแลโดยประเทศในภูมิภาคเท่านั้น และการที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบเข้ามาคุ้มกันเรือสินค้าโดยไม่ผ่านการประสานงานกับกองกำลังอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง ขณะที่โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานสภาอิหร่านประกาศกร้าวสั้น ๆ ว่า "เรายังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ" เพื่อสื่อว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตอบโต้
สมรภูมิฮอร์มุซ เรือรบปะทะเรือเร็ว
ข้อมูลล่าสุดวันนี้ (5 พฤษภาคม) จาก CBS News รายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่า เรือทำลายล้างมิสไซล์ USS Truxtun และ USS Mason ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อคุ้มกันเรือสินค้าสัญชาติอเมริกัน 2 ลำให้เดินทางออกสู่มหาสมุทรได้อย่างปลอดภัย แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อิหร่านได้ส่งเรือเร็ว (Fast Boats) เข้ามาก่อกวนและพยายามขัดขวางเส้นทาง รวมถึงมีการยิงมิสไซล์ร่อนและโดรนเข้าใส่ขบวนเรือของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM ยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ความแม่นยำทางทหารในการทำลายภัยคุกคามเหล่านั้น โดยระบุว่าเฮลิคอปเตอร์อาปาเชและซีฮอว์กของสหรัฐฯ ได้จมเรือเร็วของอิหร่านไปอย่างน้อย 6 ลำ หลังจากเรือเหล่านั้นแสดงท่าทีคุกคามเรือสินค้า ขณะที่สื่อของทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีเรือรบหรือเรือเร็วลำใดของอิหร่านถูกทำลาย และอ้างว่าฝ่ายอิหร่านได้ยิงมิสไซล์เตือนเรือรบสหรัฐฯ จนต้องล่าถอยไป
เป้าหมายใหม่ UAE ตำบลมิสไซล์ตก
Gulf News รายงานว่า ในขณะที่การปะทะในทะเลกำลังเดือดพล่าน สถานการณ์บนบกก็วิกฤตไม่แพ้กัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรงจากอิหร่านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เกิดขึ้น ณ ปากีสถาน กระทรวงกลาโหมของ UAE รายงานว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นมิสไซล์นำวิถี 12 ลูก มิสไซล์ร่อน 3 ลูก และโดรนอีก 4 ลำที่ยิงมาจากฝั่งอิหร่าน แม้จะสกัดกั้นได้ส่วนใหญ่ แต่การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ โดยโดรนลำหนึ่งทำให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และส่งผลให้ชาวอินเดีย 3 คนได้รับบาดเจ็บ ผลกระทบนี้ลามไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยทางการ UAE ได้ประกาศเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้เป็นระบบออนไลน์ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร
เรือเกาหลีใต้ เป้าหมายนอกภูมิภาค
ความตึงเครียดครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่ขัดแย้งหลักเท่านั้น เรือสินค้า HMM Namu สัญชาติเกาหลีใต้ (จดทะเบียนปานามา) รายงานว่าเกิดการระเบิดและเพลิงไหม้ในห้องเครื่องขณะลอยลำใกล้กับ UAE ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการปะทะกัน แม้ลูกเรือทั้ง 24 คนจะปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเรียกร้องให้เกาหลีใต้เข้าร่วมปฏิบัติการ "Project Freedom" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันโลกได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 5 ทันทีที่ข่าวการโจมตีในฟูไจราห์แพร่สะพัดออกไป นักวิเคราะห์เตือนว่าหากการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาต ราคาน้ำมันอาจทะลุ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงในปีหน้า
ท่ามกลางเสียงระเบิดและการสู้รบ
ปากีสถานยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา โดยล่าสุดมีการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวลูกเรือชาวอิหร่าน 22 คนจากเรือที่ถูกสหรัฐฯ ยึดไว้กลับประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ดูเหมือนว่าความพยายามทางการทูตจะตามไม่ทันความเร็วของกระสุนปืน ทรัมป์ขู่ว่าจะระเบิดโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านหากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิดขึ้นจริงตามที่เคยตกลงกันไว้ ในขณะที่อิหร่านยืนกรานว่าจะไม่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่เลิกปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน นานาชาตินำโดยซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหราชอาณาจักร ต่างออกมาประณามการกระทำของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเป็นการข่มขู่คุกคามความมั่นคงของโลกอย่างไม่อาจยอมรับได้



