หอการค้าฯ ชี้ GDP Q4/68 โต 2.5% ทั้งปี 2.4% สะท้อนทิศทางเชิงบวก พร้อมทำงานกับรัฐบาลใหม่
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งปีและบทบาทของรัฐบาล
ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณร้อยละ 2.4 ตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งสูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 2.0–2.2 สะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะการกำกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้เร่งรัดมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างเป็นรูปธรรม
มาตรการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย:
- โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศ
- การเร่งรัดการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งงบลงทุนต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีผลจากบทบาทของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ช่วยสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและขยายตลาดต่างประเทศ รวมถึงการเจรจากับประเทศจีน และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดนและนำการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น
ปัจจัยขับเคลื่อนและแนวโน้มในอนาคต
มาตรการเหล่านี้มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เสริมความเชื่อมั่น และสร้างแรงส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัว
หอการค้าไทยเห็นว่า โมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มประมาณการมาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า รวมถึงค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่และประเด็นยุทธศาสตร์
ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น:
- การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้
- การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SMEs และภาคการส่งออก
- การเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบาย
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดในกรอบความร่วมมือรัฐ–เอกชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว โดยประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกมากเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา



