นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจออกมาแสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) อันเนื่องมาจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความไม่แน่นอนในระบบการค้าโลก โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต
ปัจจัยที่นำไปสู่ความเสี่ยง
ความไม่แน่นอนทางการค้าที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนและภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ส่งผลให้การจ้างงานและการบริโภคชะลอตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะถดถอย โดยดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับฐานลงมา นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลและทองคำ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง
มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบัน รวมถึงธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำ ต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะถดถอยเป็นมากกว่า 50% โดยชี้ว่าหากสงครามการค้ายังยืดเยื้อ เศรษฐกิจสหรัฐอาจหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การขึ้นภาษีสินค้าจีนส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค
- ภาคการผลิตชะลอตัวลง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า
- ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลง ส่งผลให้การจ้างงานและการลงทุนชะลอตัว
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐยังคงยืนยันว่านโยบายภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ



