ปุ๋ยแพงต้นทุนส่งต่อถึงอาหาร วิกฤตพลังงานกระทบราคาปุ๋ยโลก
ปุ๋ยแพงต้นทุนส่งต่อถึงอาหาร วิกฤตพลังงานกระทบราคาปุ๋ยโลก

ปุ๋ยแพง…ต้นทุนที่กำลังส่งต่อถึงอาหาร

“ปุ๋ยแพง” เท่ากับ “อาหารแพง” เมื่อราคาพลังงานพุ่ง ต้นทุนปุ๋ยโลกก็ขยับสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนเกษตร ผลผลิต และราคาอาหารในอนาคต ไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน?

เมื่อราคาพลังงานผันผวนและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้ราคาน้ำมันคือ “ราคาปุ๋ยโลก” เพราะปุ๋ยเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบอาหาร กุสุมา ธะนะวงศ์ Economist, Bnomics จากธนาคารกรุงเทพ ได้วิเคราะห์ “ปุ๋ยแพง = อาหารแพง” สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพลังงานแพง ต้นทุนปุ๋ยก็มีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจส่งต่อไปยังต้นทุนการเกษตร ราคาอาหาร และค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลกในที่สุด

ปุ๋ย: ต้นน้ำของระบบอาหารโลก

คนส่วนใหญ่มักมองราคาน้ำมันเวลาเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่อาจกระทบในวงกว้างกว่านั้น คือ “ราคาปุ๋ยโลก” เพราะปุ๋ยคือหนึ่งในปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของระบบอาหารโลก และเป็นต้นน้ำของผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกชนิด และเมื่อราคาปุ๋ยเริ่มสูงขึ้น สิ่งที่อาจตามมาไม่ใช่แค่ต้นทุนเกษตรที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “เงินเฟ้ออาหาร” ที่ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่เศรษฐกิจโลกด้วย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เมื่อพลังงานสั่น ปุ๋ยก็สะเทือน

ในหลายช่วงที่ผ่านมา วิกฤตพลังงานกลายเป็นวิกฤตปุ๋ยโลกตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัญหาคือ ปุ๋ยไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบทางการเกษตร แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดพลังงานโลก ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งคิดเป็นราว 59% ของการใช้ปุ๋ยทั่วโลก ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาพลังงานพุ่งขึ้น ต้นทุนปุ๋ยก็มักขยับขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปี 2023 โลกใช้ปุ๋ยมากกว่า 190 ล้านตัน โดยประเทศผู้ใช้รายใหญ่ ได้แก่ จีน อินเดีย สหรัฐฯ และบราซิล ซึ่งล้วนมีภาคเกษตรขนาดใหญ่และต้องการผลผลิตมหาศาลเพื่อเลี้ยงประชากรและเศรษฐกิจของตนเอง เมื่อราคาพลังงานเริ่มปั่นป่วน ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดน้ำมันหรือค่าไฟ แต่สามารถค่อย ๆ ลามไปถึงต้นทุนอาหารของคนทั้งโลกได้ในเวลาไม่นาน

ตลาดปุ๋ยโลก: กระจุกตัวและเปราะบาง

ปัญหาสำคัญคือ การผลิตปุ๋ยโลกกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ

  • ปุ๋ยไนโตรเจน: จีน รัสเซีย สหรัฐฯ อินเดีย และตะวันออกกลาง
  • ปุ๋ยฟอสเฟต: จีน โมร็อกโก สหรัฐฯ และรัสเซีย
  • ปุ๋ยโพแทสเซียม: แคนาดา รัสเซีย และเบลารุส

หลายประเทศเกษตรกรรมรวมถึงไทย ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศอย่างมาก เมื่อเกิดสงคราม วิกฤตพลังงาน มาตรการคว่ำบาตร หรือข้อจำกัดการส่งออก ประเทศผู้นำเข้าจึงเผชิญความเสี่ยงทันที ทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า

ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดของปุ๋ยโลก

จุดอ่อนของระบบยิ่งชัดขึ้น เมื่อมองไปที่ “เส้นทางขนส่ง” ข้อมูลจาก UNCTAD ระบุว่า หลายประเทศนำเข้าปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนสูง ซูดาน 54% ศรีลังกา 36% ออสเตรเลีย 32% แทนซาเนีย 31% โซมาเลีย 30% ไทย 27% นั่นหมายความว่า หากเกิดความตึงเครียดหรือการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่สามารถลามไปถึงราคาปุ๋ย ต้นทุนเกษตร และราคาอาหารโลกได้ด้วย

จากพลังงาน สู่ปุ๋ย และจานอาหาร

เมื่อราคาปุ๋ยสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ “ต้นทุนเกษตรเพิ่ม” แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งระบบการผลิตอาหาร เกษตรกรจำนวนมากมักตอบสนองด้วยการลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เลือกปลูกพืชที่ใช้ธาตุอาหารน้อยลง หรือชะลอการเพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ซึ่งแม้จะช่วยประคองกระแสเงินสดระยะสั้น แต่ก็มักแลกมาด้วยผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงในฤดูกาลถัดไป ผลกระทบสำคัญคือ วิกฤตปุ๋ยมักไม่ส่งผลทันทีเหมือนราคาน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ระบบอาหารผ่านผลผลิตที่หายไป และต้นทุนที่สะสมเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานอาหาร ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกษตรกรมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก การลดใช้ปุ๋ยอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศได้ด้วย โลกจึงไม่ได้เผชิญเพียง “ราคาอาหารแพง” แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อาหารโลก ที่เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า ไปจนถึงความสามารถในการผลิตอาหารของแต่ละประเทศ

ไทยยังนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก

แม้ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศเดือนเมษายน 2569 จะยังปรับลดลงเล็กน้อย

  • 46-0-0 (Urea) อยู่ที่ 16,978 บาทต่อตัน ลดลง 1.0%
  • 18-46-0 (DAP) อยู่ที่ 27,603 บาทต่อตัน ลดลง 0.2%
  • 0-0-60 (MOP) อยู่ที่ 17,269 บาทต่อตัน ลดลง 2.2%
  • 15-15-15 อยู่ที่ 21,965 บาทต่อตัน ลดลง 0.5%

แต่การที่ราคาปุ๋ยโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่แรงกดดันด้านต้นทุนจะค่อย ๆ ส่งผ่านเข้าสู่ตลาดภายในประเทศในระยะต่อไป สัญญาณต้นทุนเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ภาคการผลิตแล้ว นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 117.5 เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 10.7% โดยมีแรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี รวมถึงยางและพลาสติก เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 2.6% โดยสินค้าหลายกลุ่มในหมวดอาหารปรับตัวสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกร ไก่สด ปลากระป๋อง เนื้อปลาบด ปลาป่น น้ำมันปาล์ม ข้าวสาร และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สนค. ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบอาหารสัตว์ ขณะที่กลุ่มเคมีภัณฑ์ รวมถึงปุ๋ยเคมีและปุ๋ยเคมีผสม ก็ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานในตลาดโลกเช่นกัน

จากปุ๋ยแพง สู่ความเสี่ยงอาหารแพง

ผลกระทบของราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมักไม่เกิดขึ้นทันทีเหมือนราคาน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ซึมผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อปุ๋ยมีราคาแพงขึ้น เกษตรกรจำนวนมากมักเลือกลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูก หรือชะลอการเพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระในระยะสั้น แต่ก็มักนำไปสู่ผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงในฤดูกาลถัดไป ส่งผลให้ปริมาณสินค้าเกษตรในตลาดลดลง และสร้างแรงกดดันต่อราคาอาหารในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการเข้าถึงสินเชื่อ ความผันผวนของราคาปุ๋ยอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศได้

บทสรุป

“ปุ๋ย ไม่ใช่เพียงปัจจัยการผลิตทางการเกษตร แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบอาหารโลก” ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ราคาปุ๋ยโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในระดับสูง และมีสัดส่วนการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 27% แม้ปัจจุบันการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารยังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่สัญญาณจากดัชนีราคาผู้ผลิตและต้นทุนภาคการผลิตเริ่มสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวแล้ว ในโลกที่พลังงาน การค้า และภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก วิกฤตอาหารในอนาคตอาจไม่ได้เริ่มต้นจากภัยแล้งหรือผลผลิตเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากราคาก๊าซธรรมชาติ เส้นทางเดินเรือ และราคาปุ๋ยที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก่อนจะค่อย ๆ ส่งผลมาถึง “จานอาหาร” ของผู้บริโภคทั่วโลกในที่สุด