โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดตัววันแรกอย่างคึกคัก โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบถึง 170 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงแรกของการดำเนินโครงการ ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
รองนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในวันแรกที่ตลาดสดธนบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาเดินตลาด รับฟังความคิดเห็น และติดตามผลการดำเนินโครงการ
จากการลงพื้นที่พบว่าบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก โครงการสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้จริง เนื่องจากรัฐช่วยจ่าย 60% ของมูลค่าสินค้าที่ซื้อ ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องการเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ระบบใช้งานง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน
นายเอกนิติกล่าวว่า อีกเรื่องสำคัญที่ต้องการตรวจสอบคือความสะดวกในการใช้งานระบบ ทั้งในส่วนของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งจากการสอบถามได้รับคำตอบว่าระบบใช้งานง่าย สะดวก และไม่ซับซ้อน โดยตนเองได้ทดลองใช้งานด้วยตนเองแล้ว พบว่าทั้งประชาชนและร้านค้าสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้ ยังได้แนะนำ AI นกกระซิบ ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยระบบดังกล่าวสามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย สรุปว่าสินค้าใดขายดี ระดับราคาที่เหมาะสมเป็นอย่างไร และช่วยสรุปยอดขายรายวันให้กับผู้ประกอบการ ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคารได้โดยตรง ช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถวางแผนการขายได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
จำนวนผู้เข้าร่วมและร้านค้า
ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26.5 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 20-50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงาน สำหรับการใช้สิทธิ์ ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดการใช้สิทธิ์ และจะไม่มีการตัดสิทธิ์ผู้ได้รับสิทธิ์ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายได้เดือนละ 1,000 บาท ใช้ได้ไม่เกินวันละ 200 บาท ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นวงเงินที่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ในส่วนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1,050,000 ร้านค้า ส่วนหนึ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งและได้ยืนยันตัวตนเพื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงเปิดรับสมัครร้านค้าใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
ความโปร่งใสและการบริหารงบประมาณ
นายเอกนิติยืนยันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ โดยเม็ดเงินที่มาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะถูกส่งต่อถึงมือประชาชนโดยตรง และหากมีวงเงินคงเหลือจากกรณีที่มีผู้ใช้สิทธิ์ไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ์ รัฐบาลจะนำงบประมาณส่วนที่เหลือไปใช้ในโครงการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นต่อไป
สำหรับประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือเป็นผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยในวันพรุ่งนี้ (2 มิ.ย.69) จะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีสมาร์ตโฟนและยังไม่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถติดต่อหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอรับการพิจารณาความช่วยเหลือได้
“ขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นจำนวนมาก ยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมสิทธิ์และงบประมาณไว้อย่างเพียงพอ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแย่งสิทธิ์ เนื่องจากได้หารือร่วมกับทีมงานกระทรวงการคลัง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชาชนไว้แล้ว ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการ 26.5 ล้านคน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่รองรับได้ และหากมีสิทธิ์คงเหลือก็จะนำไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นต่อไป”
การจ่ายเงินให้ร้านค้า
สำหรับการจ่ายเงินให้ร้านค้า รัฐบาลจะรวบรวมยอดขายของแต่ละร้านภายในเวลา 23.00 น. ของทุกวัน และในวันถัดไปจะโอนเงินในส่วนที่รัฐสนับสนุนให้กับร้านค้าทันที เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 09.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 พบว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีเม็ดเงินสะพัดในระบบแล้ว 170 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิ์จำนวน 890,000 คน และมีร้านค้าที่ได้รับเงินจากโครงการแล้วกว่า 200,000 ร้านค้า



