ถอดปรากฏการณ์ บัตรคอนเสิร์ต The Weeknd ใช้ระบบ Dynamic Pricing ต้องวางแผนมากกว่ากดให้ทัน
โดย PPTV Online เผยแพร่: 2 มิ.ย. 2569
Trick & Trend กลยุทธ์ FOMO Marketing
กลยุทธ์ FOMO Marketing คือการกระตุ้นให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจซื้อ โดยการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน เช่น การจัดโปรโมชัน Flash Sale, สินค้ามีจำนวนจำกัด (Limited Edition) หรือการบอกว่าข้อเสนอนี้มีเวลาหมดเขต รวมถึง Dynamic Pricing ซึ่งตอนนี้กำลังเกิดขึ้นในการกดบัตรคอนเสิร์ตยุคใหม่ สำหรับประเทศไทย คือ The Weeknd ที่จะมาเปิดทำการแสดงอย่างเป็นทางการวันที่ 11-12 ตุลาคม 2569 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน
ราคาบัตร The Weeknd ในไทย
ราคาบัตรในไทยเริ่มตั้งแต่ 2,835 บาท ไปจนถึงแพ็กเกจ VIP สูงสุด 21,935 บาท มีทั้งโซนนั่ง โซนยืน VIP: Early Entry Package, Gold Lounge VIP Package และ Ultimate VIP Package ซึ่งการมาเยือนของ The Weeknd จุดกระแสถกเถียง Dynamic Pricing เพราะการกดบัตรไม่ได้แข่งแค่ความเร็ว แต่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยว่าราคาที่ปรากฏตรงหน้าคือราคาที่พร้อมจ่ายหรือไม่ เพราะระบบ Dynamic Pricing คือการกำหนดราคาบัตรแบบแปรผันตามความต้องการของตลาด
Dynamic Pricing เมื่อราคาเปลี่ยนตามความต้องการ
Dynamic Pricing คือ การตั้งราคาแบบแปรผันตามอุปสงค์และอุปทาน โดยราคาสามารถเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด จำนวนบัตรคงเหลือ หรือพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในธุรกิจสายการบิน โรงแรม หรือบริการเดินทาง แต่เมื่อนำมาใช้กับคอนเสิร์ต ความรู้สึกของผู้บริโภคอาจต่างออกไป เพราะคอนเสิร์ตไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนวันได้ง่าย และบัตรของศิลปินที่อยากดูจริง ๆ อาจมีเพียงรอบเดียวในประเทศนั้น
เมื่อ FOMO กลายเป็นปัจจัยกำหนดราคา
กรณีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือคอนเสิร์ต Oasis ในสหราชอาณาจักร แฟนเพลงบางส่วนคาดว่าจะจ่ายค่าบัตรราว 148.50 ปอนด์ แต่เมื่อเข้าสู่ระบบกลับพบราคาสูงกว่า 355.20 ปอนด์ เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ในโลกที่ความต้องการสูงกว่าจำนวนบัตร การอยากเป็น “คนที่ได้ไป” อาจมีราคาสูงกว่าที่คิดไว้มาก ส่วนประเทศไทย แม้การขายบัตรส่วนใหญ่ยังอ้างอิงราคาตามโซนหรือแพ็กเกจ แต่ผู้บริโภคเริ่มคุ้นกับการเห็น “ช่วงราคา” มากขึ้นในคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การวางงบก่อนกดบัตรต้องละเอียดกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อรวมค่าธรรมเนียม สิทธิพรีเซล การเดินทาง ที่พัก อาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด
สถิติการร้องเรียนเรื่องบัตรคอนเสิร์ต
ที่ผ่านมา เรื่องราคาบัตรคอนเสิร์ตมีสถิติการร้องเรียน โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ช่วงปี 2564 - 2568 พบเรื่องร้องเรียนกว่า 9,000 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 32.9 ล้านบาท โดยปัญหาที่พบมีตั้งแต่ บอทกวาดซื้อบัตร การขายต่อในราคาสูงเกินจริง การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือการยกเลิกงาน เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนของราคา การเตรียมตัวทางการเงินจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรไปคิดเอาหน้างานอีกต่อไป
เคทีซี แนะ 3 ทริค วางแผนก่อนกดบัตร
เคทีซี แนะ 3 ทริค วางแผนก่อนกดบัตรช่วยประเมินต้นทุนทั้งหมด ตั้งขอบเขตการใช้จ่าย และรับมือกับราคาที่อาจเปลี่ยนไปได้อย่างมีสติ
- Cash: มีเงินพร้อมก่อนมีคอน แยกเงินสำหรับคอนเสิร์ตไว้ล่วงหน้าเป็น “Concert Fund” โดยเก็บในจำนวนที่ไม่กระทบค่าใช้จ่ายประจำ เพื่อให้วันกดบัตรตัดสินใจจากงบที่มีจริง ไม่ใช่จากอารมณ์ชั่ววินาที
- Cost: คิดต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ค่าบัตร ก่อนกดบัตร ควรตั้งงบแบบ Total Cost โดยรวมค่าบัตร ค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รอบประสบการณ์ พร้อมกำหนดเพดานราคาบัตรที่จ่ายได้จริง หากราคาสูงกว่าที่คิด จะได้รู้ทันทีว่าควรปรับงบส่วนไหน หรือควรหยุดตรงไหน
- Channel: เตรียมช่องทางและสิทธิให้พร้อม ตรวจสอบช่องทางจำหน่าย รอบพรีเซล สิทธิของบัตรเครดิตหรือพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เงื่อนไขการลงทะเบียน ส่วนลด และตัวเลือกผ่อนชำระก่อนวันเปิดขายจริง เพราะในวันที่ทุกคนแข่งกับเวลา ความพร้อมของช่องทางอาจช่วยลดความลน และทำให้ตัดสินใจได้ชัดขึ้น
ผู้จัดได้รายได้เพิ่ม แต่ผู้บริโภครับความเสี่ยงมากขึ้น
Dynamic Pricing อาจช่วยลดปัญหานายหน้ากว้านซื้อบัตรเพื่อนำไปขายต่อในราคาสูง ซึ่งผู้จัดงานสามารถสะท้อนความต้องการที่แท้จริงผ่านราคาขายได้ทันที แต่ฝั่งผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมองว่า ระบบดังกล่าวทำให้การซื้อบัตรมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และเปลี่ยนประสบการณ์จากการ "ซื้อสินค้า" ให้กลายเป็นการแข่งขันด้านเวลาและกำลังซื้อ ซึ่งกรณีของ The Weeknd อาจเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิงทั่วโลกและไทย ในวันที่ความทรงจำมีจำนวนจำกัด ราคาบัตรไม่ได้สะท้อนแค่ต้นทุนของการจัดงาน แต่สะท้อนความต้องการ ความเร็ว และความกลัวพลาดของผู้ซื้อด้วย เมื่อผู้จัดงานมีเครื่องมือในการกำหนดราคาที่ซับซ้อนขึ้น ผู้บริโภคเองก็จำเป็นต้องมีวินัยทางการเงินและการวางแผนมากขึ้นเช่นกัน ว่าจุดไหนคือราคาของความสุข และจุดไหนเริ่มกลายเป็นภาระทางการเงิน



