ค่าใช้จ่ายของคนไทยในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 1,000 ถึง 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 3,500 ถึง 5,000 บาทต่อครัวเรือน ในขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะนักเศรษฐศาสตร์มองตรงกันว่าวันนี้ยังเป็นแค่ "น้ำจิ้ม" เมื่อของกินทยอยปรับราคาขึ้นแล้ว ในช่วงต่อไปถึงเวลาของ "ของใช้" ที่จะทยอยขึ้นราคา ส่งผลให้เงินเฟ้อปีนี้จะสูงสุดในไตรมาสที่ 3
รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
การตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับทั้งการสนับสนุนและเสียงวิจารณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งบรรเทาภาระของประชาชน และประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤติราคาพลังงานที่กระทบต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อ
โครงการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินบัตรคนจน
โครงการที่คนไทยตั้งตารอมากที่สุดคือ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเป็นการรวมร่างระหว่างคนละครึ่งพลัสรูปแบบใหม่ แจกเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยรัฐจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ให้ผู้มีสิทธิ์ 30 ล้านคน คิดเป็นงบประมาณรัฐ 72,000 ล้านบาท และโครงการเติมเงินบัตรคนจน 13.2 ล้านคน เพิ่มให้เดือนละ 700 บาทต่อคน เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 36,500 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินจากการกู้เงินลอตแรก 200,000 ล้านบาท ตาม พ.ร.ก.นี้
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายน
ล่าสุด หากถอดตัวเลขจากเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่พุ่งขึ้น 2.89% จะพบว่าสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดคือหมวดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 36% ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับราคาปีก่อน พูดง่ายๆ คือ ใครเคยเติมน้ำมันดีเซลเต็มถัง 2,000 บาท วันนี้ต้องเติม 2,750 บาทถึงจะเต็ม หากใช้อย่างประหยัดสุดๆ 2 ถังต่อเดือน ค่าน้ำมันอย่างเดียวเพิ่มขึ้น 1,500 บาท ส่วนคนที่ไม่มีรถยนต์ ค่าโดยสารรถเรือสาธารณะก็ปรับราคาขึ้นแล้วเช่นกัน
ราคาอาหารและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ยังไม่นับราคาอาหารพร้อมทานและอาหารสดที่กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าเนื้อสัตว์และผักสดขึ้นราคาจากอากาศที่ร้อนจัด ขณะที่ราคาอาหารจานด่วน ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจานละ 5-10 บาท คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่กินข้าวนอกบ้าน 3 มื้อต่อวัน ต้องจ่ายเพิ่มวันละ 15-30 บาท 30 วัน เท่ากับ 450-600 บาทต่อคน แค่ 2 รายการนี้รวมกัน ค่าใช้จ่ายของคนไทยวันนี้ก็พุ่งขึ้นอย่างน้อย 1,000 ถึง 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 3,500 ถึง 5,000 บาทต่อครัวเรือน ในขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม
กำลังซื้อลดลง พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน
แต่นี่อาจยังไม่จบ! เพราะนักเศรษฐศาสตร์มองตรงกันว่าวันนี้ยังเป็นแค่ "น้ำจิ้ม" เพราะเมื่อของกินทยอยขึ้นไปแล้ว ในช่วงต่อไปถึงเวลาของ "ของใช้" ที่จะทยอยขึ้นราคา ส่งผลให้เงินเฟ้อปีนี้จะสูงสุดในไตรมาสที่ 3 แต่สวนทางกับราคาที่เพิ่มขึ้น หากถาม "พ่อค้าแม่ค้า" พบว่าวันนี้คนไทยประหยัดมากขึ้น กินข้าวนอกบ้านน้อยลง เดินตลาดก็ไม่คึกคัก แสดงให้เห็น "กำลังซื้อ" ที่ลดลงและกังวลว่าจะลดลงต่อเนื่อง "วันนี้ข้าวของแพงขึ้นก็จริง แต่แทบจะไม่มีใครได้ประโยชน์"
ดังนั้น หากมองในแง่ความจำเป็นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ การออก พ.ร.ก.กู้เงินลอตแรก 200,000 ล้านบาท น่าจะมีความจำเป็นในเวลาที่เงินงบประมาณไม่พอใช้ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีงานหนักที่จะต้องชี้แจงการกู้เงินลอตหลัง 200,000 ล้านบาทต่อไปว่าจะสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างไรให้คุ้มค่า



