วิกฤตเศรษฐกิจโลกในความหมายใหม่
ธนาคารกรุงเทพ หรือ Bnomics โดย Bangkok bank เปิดเผยมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกปี 2569 ว่าไม่ได้กำลังเผชิญกับ "วิกฤต" ในความหมายดั้งเดิม แต่กลับเป็นความไม่แน่นอนที่แผ่ขยายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานผันผวน และอัตราดอกเบี้ยที่อาจทรงตัวสูงนานเกินคาด โดยเฉพาะประเทศไทยกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน
IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
รายงาน World Economic Outlook April 2026 ของ IMF ภายใต้หัวข้อ Global Economy in the Shadow of War ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งชะลอตัวลงพร้อมกัน
- สหรัฐฯ ขยายตัว 2.3% ลดลงเล็กน้อยจากต้นปี
- ญี่ปุ่น ขยายตัวเพียง 0.7%
- ยุโรป ถูกปรับลดลงเหลือ 1.1% จากเดิม 1.3-1.4% เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติสูง โดยเฉพาะหลังขาดอุปทานจากรัสเซีย
- จีน เติบโต 4.4% ลดลงจาก 4.5% แม้มีมาตรการกระตุ้น แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอและอุปสงค์โลกชะลอเป็นปัจจัยกดดัน
Soft Landing in a Hard World
แม้หลายประเทศชะลอตัว แต่บางประเทศกลับถูกปรับเพิ่มคาดการณ์ เช่น อินเดีย โต 6.5% จากแรงส่งการบริโภคในประเทศ การลงทุน และภาคบริการดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ส่วน รัสเซีย ถูกปรับเพิ่มเป็น 1.1% จากรายได้พลังงานที่ยังสูงและการปรับตัวทางเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดภูมิรัฐศาสตร์
เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ GDP ชะลอ แต่คือเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2569 เป็น 4.4% จากเดิม 3.7% เพราะราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกอาจชะลอเหลือใกล้ 2% โดยเงินเฟ้ออาจสูงกว่า 6% ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด
เอเชียเสี่ยงชัดเจน
IMF เตือนว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากช็อกราคาน้ำมันมากที่สุด เนื่องจากหลายประเทศนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หากสถานการณ์เลวร้าย การเติบโตของเอเชียอาจลดลงอีก 1-2% ใน 2 ปีข้างหน้า จากปกติที่ควรโต 4.4%
ไทยชะลอแรงกว่าคนอื่น
เมื่อมองกลับมาที่ไทย ภาพกลับน่ากังวลยิ่งกว่า IMF คาด GDP ไทยปี 2569 โตเพียง 1.5% ขณะที่ World Bank และ ADB ประเมินที่ 1.3% และ 1.8% ตามลำดับ ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน ทำให้ไทยถูกมองเป็นจุดอ่อนของอาเซียน
แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน
ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่แค่เศรษฐกิจโลกชะลอ แต่มาจากปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย แรงงานลดลง ภาคอุตสาหกรรมเดิมแข่งขันยาก การลงทุนใหม่ไม่เพียงพอ และข้อจำกัดด้านการคลัง ทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ "Low Growth Trap" หรือเศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง แม้โลกฟื้นตัว
จุดแข็งที่ยังมีอยู่
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ และเสถียรภาพด้านต่างประเทศแข็งแรง หากเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจโดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใน Data Center, AI Infrastructure, EV, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน ไทยยังมีโอกาสกลับมาเติบโตได้ในระยะถัดไป
ปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตของไทย แต่เป็นปีชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะเลือกปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ หรือจะค่อย ๆ คุ้นชินกับเศรษฐกิจที่โตต่ำลงเรื่อย ๆ



