มนุษย์เงินเดือนยังไม่รู้ตัว ดัชนีผู้บริโภคร่วงต่ำสุดรอบ 8 เดือน เกษตรกร-เอสเอ็มอีโดนกระแทกหนัก
มนุษย์เงินเดือนยังไม่รู้ตัว ดัชนีผู้บริโภคร่วงต่ำสุดรอบ 8 เดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนเมษายน 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือนมีนาคม 2569 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน

รายละเอียดดัชนีความเชื่อมั่น

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 34.7 จาก 35.9 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 58.3 จาก 59.7 สะท้อนบรรยากาศเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพสูง รวมถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รายได้ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวน กดดันต้นทุนขนส่งและค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทำให้บางส่วนปรับแผนการใช้จ่ายหรือเลื่อนการลงทุนออกไป ส่วนรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก” นายธนวรรธน์ กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อกลุ่มต่างๆ

ภาพเศรษฐกิจขณะนี้ผู้บริโภครับรู้ผลกระทบช้ากว่าผู้ประกอบการ เพราะผู้ผลิตและภาคธุรกิจรับรู้จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น สต๊อกสินค้าที่กำลังจะหมด และยอดขายที่เริ่มชะลอ ขณะที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนยังไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากการลดค่าจ้างหรือเลิกจ้าง แต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็กเริ่มรับแรงกระแทกมากขึ้น

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

สำหรับความกังวลสำคัญเรื่องเงินเฟ้อ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเงินเฟ้อปีนี้อาจอยู่ราว 3 - 3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับลดลงจาก 43.3 ในเดือนมีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 42.2 โดยดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันลดจาก 38.3 มาอยู่ที่ 37.0 และดัชนีคาดการณ์อนาคตลดจาก 48.3 มาอยู่ที่ 47.5

เมื่อพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า ภาคเกษตร เปราะบางที่สุด สะท้อนปัญหารายได้เกษตรกร น้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ต้นทุนสูง และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่การลงทุนยังไม่โดดเด่นในแทบทุกภูมิภาค แต่ภาคบริการและการท่องเที่ยวยังเป็นแรงประคองสำคัญ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ส่งสัญญาณแย่ชัดเจน เพราะการส่งออกยังดีอยู่ และมีโอกาสประคองเศรษฐกิจได้บางส่วน

มาตรการรัฐบาล

“มาตรการที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า ทั้งมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานแก่กลุ่มเปราะบาง ทั้งภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ประมง และเกษตร รวมถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มเงยหัวได้ ประกอบกับ หากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย และราคาน้ำมันไม่ทะลุ 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลนานกว่า 6 เดือน คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.5-2.0% เพราะไทยช่วยไทยพลัส จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ประมาณ 0.2-0.3%” นายธนวรรธน์ กล่าว

เมื่อไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 4,000 บาท สำหรับคนไทยประมาณ 30 ล้านคน อาจทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 200,000 ล้านบาทในช่วง 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงการบริโภคและลดแรงกระแทกจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ราวๆ 0.2-0.3% และทำให้ทั้งปีเติบโตได้ 1.5-2.0% จากเดิมคาด 1-1.5%

ผลสำรวจจากสนค.

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเมษายน 2569 จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,321 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น อยู่ที่ระดับ 45.0 ลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจไทย ที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง