เงินเฟ้อเม.ย.69 พุ่ง 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือน ราคาอาหารจานเดียวปรับขึ้นทั่วประเทศ
เงินเฟ้อเม.ย.69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน อาหารจานเดียวแพงขึ้น

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 103.03 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น 2.89% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2568 ซึ่งถือเป็นสถิติการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 38 เดือน

ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง

ปัจจัยหลักเกิดจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ รวมถึงได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของค่าโดยสารสาธารณะ ราคาอาหารสำเร็จรูปที่ผู้ประกอบการมีการส่งผ่านต้นทุนการผลิตไปยังราคาจำหน่าย และราคาผักสดที่ปรับแพงขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

รายละเอียดของหมวดสินค้า

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ปรับสูงขึ้น 0.98% ตามราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าวสารเจ้า ไก่สด ไข่ไก่ มะนาว และข้าวราดแกง ในขณะที่หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น 4.14% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน และค่าเช่าบ้าน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โดยจากการสำรวจสินค้าและบริการที่นำมาคำนวณดัชนีทั้งสิ้น 464 รายการ พบว่ามีสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้น 251 รายการ สินค้าราคาคงที่ 42 รายการ และสินค้าที่ปรับราคาลดลง 171 รายการ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ปรับสูงขึ้น 0.32% สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งได้ทำการหักสินค้ากลุ่มอาหารสดและพลังงานออกไปแล้วนั้น มีการขยายตัวอยู่ที่ 0.83%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ภาพรวมเงินเฟ้อในระดับภูมิภาค

ในด้านของภาพรวมระดับภูมิภาค อัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวสูงขึ้นในทุกภาคทั่วประเทศ โดยภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงที่สุดแตะ 3.91% รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพมหานครรวมถึงปริมณฑล อย่างไรก็ตาม เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถิติระหว่างประเทศจากข้อมูลล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 ประเทศไทยยังคงรั้งอันดับกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ในอันดับที่ 9 จาก 140 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก และต่ำเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นรองเพียงแค่ประเทศบรูไนเท่านั้น

ทิศทางเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม

ส่วนทิศทางของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินตัวเลขไว้ที่ 3.06% ปัจจัยหนุนสำคัญยังคงเป็นราคาน้ำมันขายปลีก ราคาอาหารสำเร็จรูป และราคาเนื้อสัตว์ที่แบกรับภาระต้นทุนอาหารสัตว์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีปัจจัยเข้ามากดดันให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจากมาตรการของภาครัฐที่เร่งช่วยเหลือค่าครองชีพ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และมาตรการปรับโครงสร้างลดค่าไฟฟ้า

การคาดการณ์เงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2569

สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2569 ถูกแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่

  • กรณีที่ 1 (กรณีฐาน) คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.5-2.5% ภายใต้เงื่อนไขว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงเพียง 2 เดือน ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการขยายตัวของ GDP 1.5-2.5%
  • กรณีที่ 2 หากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นและน้ำมันราคาสูงต่อเนื่องถึง 3 เดือน อัตราเงินเฟ้อทั้งปีอาจปรับตัวไปอยู่ในกรอบ 2.5-3.5%

ผลกระทบต่อราคาอาหารจานเดียว

นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงคือสถานการณ์ราคาอาหารจานเดียวหรืออาหารพร้อมทาน ซึ่งมีการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว ข้อมูลสถิติระบุว่า มีการปรับขึ้นราคาอาหารจานเดียวขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ โดยอาหารในช่วงราคา 30-40 บาท มีการปรับขึ้นราคาแล้วถึง 72 จังหวัด ช่วงราคา 41-50 บาท ปรับขึ้นใน 56 จังหวัด และช่วงราคาสูง 51-60 บาท ปรับขึ้นใน 8 จังหวัด อัตราการปรับราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% ต่อจาน และธรรมชาติของสินค้ากลุ่มนี้เมื่อปรับราคาสูงขึ้นแล้วมักจะปรับลดลงได้ยาก

ความเสี่ยงภาวะ Stagflation

ส่วนประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อ หรือ Stagflation นั้น สนค. มีการประเมินว่าแม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านกำลังซื้อและการลงทุน แต่ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบันสะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกยังเติบโตได้ถึง 17.8% ในขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.96% และการบริโภคภาคเอกชนยังคงมีทิศทางที่เป็นบวก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงโครงการคนละครึ่งพลัสและการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของภาคประชาชนต่อไป