ผลสำรวจล่าสุดจากอิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทวิจัยการตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคระดับโลก เปิดเผยผลวิจัย "What Worries Thailand? H1 2026" พบว่าความเชื่อมั่นของคนไทยในครึ่งแรกของปี 2569 ทรุดตัวลงรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา และเป็นการดิ่งลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ รองจากช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อปี 2563 เท่านั้น สะท้อนภาพเศรษฐกิจปากท้องที่ยังคงซบเซาอย่างหนัก
คนไทยเกินครึ่งมองภาพลบ
ผลสำรวจพบว่าประชาชนถึง 56% ระบุว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่สัดส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวล นอกจากนี้ คนไทย 71% มองสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันว่าอยู่ในเกณฑ์ "แย่" โดยตัวเลขนี้พุ่งพรวดขึ้นถึง 17 จุดภายในเดือนเดียว ขณะที่อนาคตทางการเงินก็ริบหรี่ มีเพียง 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าสถานะทางการเงินส่วนบุคคลจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 50% ในช่วงเดือนมีนาคม
พฤติกรรมชะลอตัวเด่นชัด ไม่กล้าใช้เงิน กลัวตกงาน
ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคไทยก้าวเข้าสู่โหมด "ระมัดระวังสูงสุด" และเลือกที่จะชะลอการใช้จ่าย โดยคนไทย 62% ปฏิเสธการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เนื่องจากไม่มั่นใจในอนาคตทางการเงิน กว่า 51% รู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้จ่ายแม้กระทั่งกับของใช้จำเป็นภายในครัวเรือน ตัวเลขเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 49% ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานและกลัวการตกงาน และประชาชน 56% ขาดความมั่นใจต่อความสามารถในการลงทุน การออมเงินเพื่อวัยเกษียณ และการศึกษาของบุตรหลานในอนาคต
เปิด 3 อันดับความกังวลสูงสุดของคนไทย
เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวล พบ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- การทุจริตคอร์รัปชัน (49%): ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน พุ่งขึ้นมาเป็นประเด็นที่คนไทยกังวลใจมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
- ความยากจนและความไม่เท่าเทียม (41%): ปัญหาเชิงโครงสร้างและรอยร้าวทางสังคมที่ยังคงทวีความรุนแรง
- เงินเฟ้อและค่าครองชีพ (27%): ปัญหาข้าวของแพงและราคาพลังงาน พุ่งกลับเข้ามาติดกลุ่ม Top 5 ความกังวลสูงสุดอีกครั้ง แซงหน้าประเด็นการว่างงานและอาชญากรรม
วิกฤตความเชื่อมั่นที่ดิ่งลงรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยังทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เมื่อผู้บริโภคไทยเลือกที่จะ "แช่แข็ง" การใช้จ่ายเพื่อเซฟตัวเอง โจทย์ระยะสั้นของแบรนด์และธุรกิจต่างๆ จึงไม่ใช่การขายภาพลักษณ์ความพรีเมียมหรือการตั้งราคาสูงอีกต่อไป แต่ต้องหันมาเน้นย้ำเรื่อง "คุณค่าที่จับต้องได้จริง" ความคุ้มค่า และความโปร่งใส เพื่อประคับประคองและดึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมาในระยะยาว



