คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568
กนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2568 ลงเหลือ 2.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.9% ในการประชุมครั้งก่อน สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
อัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางการเงิน
กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 จะอยู่ที่ 1.1% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารสดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.9% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังไม่รุนแรง
ด้านเสถียรภาพทางการเงิน คณะกรรมการประเมินว่าภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่จัดการได้ แต่ต้องติดตามหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
- การบริโภคภาคเอกชน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.5% ในปีนี้
- การส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัว
- การท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านคนในปี 2567
มุมมองต่อเศรษฐกิจโลก
กนง. มองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตของไทย
คณะกรรมการพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนเมษายน 2568



