หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 91.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนภาระหนี้ที่หนักหน่วงของประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การออมลดลงและความเปราะบางทางการเงินเพิ่มขึ้น
หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 91% ของ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 91.4% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 91.0% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าหนี้คงค้างรวม 16.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์เป็นความท้าทายสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและรายได้ของประชาชนฟื้นตัวช้า ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง”
สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ การกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ของครัวเรือน รวมถึงการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากประชาชนต้องพึ่งพาหนี้เพื่อรักษาระดับการบริโภค
นอกจากนี้ รายได้ที่ฟื้นตัวช้าจากการระบาดของโควิด-19 ยังทำให้หลายครัวเรือนต้องกู้ยืมเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ผลกระทบต่อการออมและเศรษฐกิจโดยรวม
ภาระหนี้ที่สูงขึ้นส่งผลให้การออมของครัวเรือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนการออมต่อ GDP ลดลงเหลือ 6.2% ในไตรมาส 1 ปี 2568 จาก 7.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี
นางสาวรุ่งรัตน์ รังสิโยภาส นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “หนี้ครัวเรือนที่สูงและการออมที่ต่ำทำให้ครัวเรือนไทยมีความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น หากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงหรือการว่างงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้หนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน”
การที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากครัวเรือนต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระหนี้ ทำให้กำลังซื้อลดลงและส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ
แนวทางแก้ไขและมาตรการจากภาครัฐ
ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการเพื่อช่วยลดภาระหนี้ของประชาชน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และจำเป็นต้องมีมาตรการระยะยาวเพื่อเพิ่มรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการส่งเสริมการออม การเพิ่มทักษะแรงงาน และการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน”
ขณะเดียวกัน นักวิชาการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงการควบคุมการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม



