สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เตรียมเรียกเก็บเงินสมทบกองทุนประกันภัยสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มเติมในอัตรา 1.5% ของเบี้ยประกันภัยทุกประเภท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
รายละเอียดการเรียกเก็บเงินสมทบ
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า การเรียกเก็บเงินสมทบดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 โดยให้อำนาจ คปภ. ในการกำหนดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันภัยสำหรับโรคระบาดร้ายแรง โดยเงินสมทบที่เรียกเก็บจากเบี้ยประกันภัยทุกประเภทในอัตราร้อยละ 1.5 จะนำไปใช้ในการบริหารจัดการและชดเชยความเสียหายจากโรคระบาดในอนาคต
ผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัย
การเรียกเก็บเงินสมทบดังกล่าวจะส่งผลให้เบี้ยประกันภัยโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทประกันภัยจะต้องนำส่งเงินสมทบให้แก่ คปภ. ซึ่งอาจส่งผลให้เบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม คปภ. ระบุว่าอัตราการเรียกเก็บที่ร้อยละ 1.5 เป็นอัตราที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระแก่ผู้เอาประกันภัยมากเกินไป
วัตถุประสงค์ของกองทุน
กองทุนประกันภัยสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากโรคระบาด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด รวมถึงการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ที่ต้องกักตัวหรือเข้ารับการรักษา โดยกองทุนนี้จะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
การดำเนินการของบริษัทประกัน
บริษัทประกันภัยจะต้องดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบจากเบี้ยประกันภัยทุกประเภทที่รับมา และนำส่งให้แก่ คปภ. ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดย คปภ. จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดเก็บและนำส่งเงินสมทบต่อไป ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยจะต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับอัตราเงินสมทบใหม่
ความเห็นจากผู้ประกอบการ
นายสมชาย ทรัพย์เจริญ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า “การเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบประกันภัยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ จะหารือกับ คปภ. เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่สร้างภาระให้กับผู้บริโภคมากเกินไปและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”
มาตรการรองรับ
คปภ. ยังได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัย เช่น การส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยได้อย่างเหมาะสม
สรุป
การเรียกเก็บเงินสมทบกองทุนประกันภัยโควิด-19 เพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ของเบี้ยประกันภัยทุกประเภท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เบี้ยประกันภัยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันภัยในการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต



