BKI ปรับกลยุทธ์รับมือเคลม EV สูง! ลดเป้าเบี้ยรับรวมปี 2569 เหลือ 4%
ในปี 2569 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI กำลังเผชิญกับความท้าทายจากอัตราการเคลมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งปรับพอร์ตประกันภัยรถยนต์และลดเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยรับรวมลงเหลือเพียง 4% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้เกือบ 8% การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงผลกระทบจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดประกันภัย เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความเสี่ยงภัยที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย
เบี้ยประกัน EV คาดอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท แต่ยังไม่สร้างกำไร
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ BKI เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มการแข่งขันและยอดขายที่อาจลดลงจากปีก่อน เนื่องจากมาตรการอุดหนุนรถ EV 3.0 หมดไปเมื่อปลายปี 2568 แม้จะมีมาตรการ EV 3.5 ต่อมา แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อรถยนต์เป็นไปได้ยากขึ้น สำหรับพอร์ตประกันภัยรถไฟฟ้าของบริษัทฯ ในปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างระมัดระวังและเข้มงวด โดยมีอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss ratio) สูงถึง 70% ซึ่งทำให้พอร์ตนี้ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ เนื่องจากค่าซ่อมที่ค่อนข้างแพง โดยมักเน้นการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่แทนการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย
บริษัทฯ คาดว่าเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569 จะอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของพอร์ตประกันภัยรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งเติบโตจากปี 2568 ที่มีเบี้ยฯ ราว 380 ล้านบาท และจำนวนการรับประกันรวม 12,000 คัน จากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนในไทยทั้งหมด 123,000 คัน แม้จะไม่สามารถฝืนเทรนด์รถไฟฟ้าได้ แต่บริษัทฯ ยังคงรับประกันภัยต่อเนื่องโดยไม่ทำการตลาดมากนัก เพื่อรักษาความสมดุลทางการเงิน
ปรับเป้าเบี้ยรับรวมเหลือ 4% เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ
จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายท้าทายให้ธุรกิจเติบโตเกือบ 8% ในปี 2569 บริษัทฯ ได้ปรับลดเป้าหมายลงมาสู่ระดับ 4% หรือเบี้ยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่หากลากยาวนาน 3-6 เดือน จะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก และอาจทำให้ GDP ไทยลดลง 0.1-0.3% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0% ซึ่งภาคธุรกิจประกันภัยที่มักเติบโตตามเศรษฐกิจต้องปรับตัวตามไปด้วย
นอกจากนี้ ความเสี่ยงภัยในประเทศไทยยังปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปีที่ผ่านมา มีเคลมความเสียหายจากแผ่นดินไหว 4,800-4,900 เคส และน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายสูง แบ่งเป็นประกันภัยทรัพย์สิน 1,800 ล้านบาท และประกันภัยรถยนต์ 550 ล้านบาท ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น และบริษัทฯ ยังต้องซื้อประกันภัยต่ออย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงเหล่านี้
เน้นรักษาอัตราสินไหมทดแทนให้สมดุลและขยายผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์
เพื่อรับมือกับความท้าทาย บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจโดยไม่เน้นการเติบโตของประกันภัยรถยนต์เชิงปริมาณ แต่หันมาเน้นให้กำไรที่เติบโตต่อเนื่องแทน โดยมุ่งรักษาอัตราค่าสินไหมทดแทนให้อยู่ในระดับสมดุล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60% กว่าๆ แม้อัตราการต่ออายุในปี 2568 จะอยู่ที่ 80% แต่ในปี 2569 อาจลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้ลูกค้าให้ความสำคัญกับราคาเบี้ยประกันภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่ได้เน้นการแข่งขันด้วยการหั่นราคา แต่เลือกเน้นคุณภาพและเสนอแบบประกันประเภท 2+, 3+ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากช่องทางอื่นๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้แก่
- ประกันภัยเดินทางต่างประเทศ
- ประกันภัยนักดำน้ำ (ในประเทศไทย)
- ประกันโรคร้ายแรง ที่ครอบคลุม 11 โรคร้ายแรงและโรคเบาหวาน
- ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ Super Special ซึ่งคุ้มครองภัยน้ำท่วมและโจรกรรมทรัพย์สินภายในรถ
- Micro Insurance ในหลายรูปแบบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ BKI ในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งรักษาความมั่นคงทางการเงินและขยายโอกาสทางการตลาดผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ



