บริษัทประกันภัยรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเริ่มลดความคุ้มครองหรือปฏิเสธการต่ออายุกรมธรรม์ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและภัยแล้งที่ยืดเยื้อ
ผลกระทบต่อเจ้าของบ้าน
เจ้าของบ้านหลายพันรายในแคลิฟอร์เนียต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากบริษัทประกันไม่ต่ออายุกรมธรรม์หรือเสนอเบี้ยประกันที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้บางครอบครัวต้องตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่ หรือต้องพึ่งพาแผนประกันของรัฐซึ่งมีความคุ้มครองจำกัด
สาเหตุหลัก
บริษัทประกันอ้างถึงความเสียหายมหาศาลจากไฟป่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไฟป่าในปี 2563 และ 2564 ที่สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน
- ไฟป่าแคมป์ไฟในปี 2561 สร้างความเสียหายกว่า 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์
- ไฟป่าในปี 2563 เพียงปีเดียวเกิดไฟป่ามากกว่า 9,000 ครั้ง
- ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและชดเชยสูงเกินกว่าที่บริษัทประกันจะรับไหว
แนวทางแก้ไข
รัฐบาลแคลิฟอร์เนียกำลังหามาตรการรับมือ เช่น การออกกฎหมายบังคับให้บริษัทประกันต้องให้ความคุ้มครองในพื้นที่เสี่ยง และการส่งเสริมให้เจ้าของบ้านปรับปรุงบ้านให้ทนต่อไฟป่า เช่น การใช้วัสดุกันไฟ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยรอบบ้าน
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้จัดตั้งกองทุนประกันภัยแห่งชาติสำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อแบ่งเบาภาระของบริษัทประกันเอกชน
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยชี้ว่า ปัญหานี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารูปแบบธุรกิจประกันภัยแบบดั้งเดิมอาจไม่ยั่งยืนในยุคที่ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การปรับตัวของบริษัทประกันและการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องประชาชน
ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้ที่ดินและการวางผังเมืองในพื้นที่เสี่ยงไฟป่าอาจต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต



