เทรนด์ประกันสุขภาพใหม่ “ระบุชื่อโรงพยาบาล” ช่วยควบคุมค่าเบี้ยไม่ให้พุ่งสูง
ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจเคยได้ยินคำบ่นเช่น “เป็นหวัดหาหมอทีก็เสียเงินเกือบ 5,000 บาทแล้ว” จากคนรอบข้างหรือบนโลกโซเชียล แม้ปัจจัยนี้จะกระตุ้นให้คนสนใจทำประกันสุขภาพมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ค่าเบี้ยประกันก็กำลังปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ภาคธุรกิจร่วมผลักดัน Copayment และเทรนด์ระบุโรงพยาบาล
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ภาคธุรกิจประกันสุขภาพร่วมกันผลักดันให้เกิด ระบบ Copayment หรือการร่วมจ่าย ในปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าเบี้ยประกันพุ่งสูงจนเกินไป และช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงประกันสุขภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบริษัทประกันชีวิตเริ่มออกสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อต้องใช้บริการในโรงพยาบาลเครือข่ายเท่านั้น จึงจะไม่ต้องร่วมจ่าย
ข้อดีของสัญญาประกันสุขภาพกลุ่มนี้คือ ค่าเบี้ยประกันจะถูกกว่าแบบที่สามารถใช้บริการได้ทุกโรงพยาบาล ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ
แอกซ่าประกันภัยเตรียมปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่เจาะตลาดแมส
ล่าสุด ฝั่งประกันวินาศภัยก็เริ่มเห็นเทรนด์นี้เช่นกัน กิลโยม มิราโบว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ AXA Thailand เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้น จึงมีการพูดคุยและต่อรองกับโรงพยาบาลเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนหนึ่งของความพยายามนี้คือการตรึงการขึ้นค่าเบี้ยประกันไม่เกินปีละ 5-6% ซึ่งแตกต่างจากตลาดทั่วไปที่อาจเห็นการเพิ่มขึ้นของค่าเบี้ยประกันสุขภาพบางรายสูงถึง 20% โดยในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายประกันสุขภาพทั้งแบบบุคคลและประกันกลุ่ม ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อเจาะทุกกลุ่มลูกค้า
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมานี้จะครอบคลุมทั้งการรักษาในโรงพยาบาล (IPD) และการรักษาพยาบาลนอกโรงพยาบาล (OPD) แต่จะมีการระบุรายชื่อโรงพยาบาลในเครือข่ายไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเข้าถึงค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่เหมาะสมมากขึ้น
การบริหารต้นทุนและเป้าหมายธุรกิจของแอกซ่าฯ
สำหรับระบบ Copayment ในประกันสุขภาพส่วนบุคคลของ AXA Thailand นั้น มีฟีเจอร์นี้อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มใช้งาน เนื่องจากพอร์ตของบริษัทฯ ยังมีกำไรอยู่ ส่วนประกันสุขภาพแบบกลุ่มจะขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรที่เลือกแบบประกัน ซึ่งมีแบบ Copayment เปิดขายอยู่แล้ว
ในภาพรวมของปี 2569 AXA Thailand ตั้งเป้าหมายให้เบี้ยประกันภัยรับตรงเติบโตมากกว่า 10% จากปี 2568 ที่อยู่ราว 6,600 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนแบ่งดังนี้:
- ประกันภัยรถยนต์: 50%
- ประกันสุขภาพ: 25%
- ประกันเชิงพาณิชย์ (Commercial): 20%
- ประกันภัยเดินทาง (TA) ประกันอุบัติเหตุ (PA) และไลฟ์สไตล์: 5%
นอกจากนี้ อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss ratio) ยังคงอยู่ที่ประมาณ 60% ในกรณีที่ไม่รวมเคสแผ่นดินไหวและน้ำท่วม
สงครามค่าเบี้ยประกันในยุคเงินเฟ้อทางการแพทย์
สุดท้ายแล้ว สงครามค่าเบี้ยประกันสุขภาพในยุคที่เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูง ไม่ได้วัดกันที่ “ใครถูกกว่า” แต่แข่งขันกันที่ “ใครบริหารต้นทุนได้เก่งกว่า” การปรับตัวของ AXA Thailand ทั้งในส่วนของการระบุรายชื่อโรงพยาบาลและการเตรียมพร้อมระบบ Copayment สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจประกันกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงความคุ้มครองในราคาที่เหมาะสม
คำตอบว่าแบบไหนจะโดนใจมหาชนที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกใหม่ที่บริษัทประกันคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเหล่านี้ จะตอบโจทย์กระเป๋าสตางค์และไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้ดีเพียงใด



