วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3% หลังจากเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง
หลังเกิดเหตุ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลก ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 3% อยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,420 บาท ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,300 บาท การปรับตัวขึ้นครั้งนี้สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความมั่นคงด้านอุปทานในภูมิภาคตะวันออกกลาง
รายละเอียดการโจมตีเรือ LNG ของกาตาร์
ดร.มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า อิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวชื่อ อัล-เรกายยัต (Al-Rekayyat) ของกาตาร์ ขณะเดินเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือดังกล่าวกำลังขนส่งก๊าซ LNG ไปยังตลาดต่างประเทศ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อเรือและสินค้า แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศ
กาตาร์เรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำ
ดร.มาเจด อัล อันซารี กล่าวว่า “เราขอเรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำที่บ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาคและเป็นภัยต่อความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งย้ำว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการเจรจา
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที นักวิเคราะห์คาดว่าราคาอาจยังคงผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก การโจมตีใดๆ ในบริเวณนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันโลก
ปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ และนานาชาติ
สหรัฐฯ ยังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับพันธมิตรในภูมิภาค ขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) แสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ



