สวทช. เปิดตัว H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม ทางเลือกใหม่ภาคขนส่งไทย ลด PM2.5 สูงถึง 86%
สวทช. เปิดตัว H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม ลด PM2.5 86%

วิกฤตพลังงานโลกกลายเป็นแรงผลักดันให้ไทยต้องมองหาทางออกใหม่ด้านเชื้อเพลิง สวทช. สบช่องเปิดตัว H-FAME ไบโอดีเซลยุคใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม มุ่งเป้าลดมลพิษ แก้ข้อจำกัดภาคขนส่งหนักที่เข้าไม่ถึง EV พร้อมจี้รัฐปรับโครงสร้างราคาเพื่อจูงใจผู้ประกอบการ

H-FAME เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไบโอดีเซลแบบเดิม

วันนี้ (24 เม.ย.2569) ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลง ประชาชนไทยและภาคธุรกิจขนส่งต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงและเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานยืดเยื้อ วิกฤตการณ์นี้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญให้แนวคิด "นิว นอร์มอล" ของการใช้พลังงานทางเลือกถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะการนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิลเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ ซึ่งล่าสุดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำเสนอนวัตกรรมที่ชื่อว่า H-FAME (เอช-เฟม) หรือ Hydrotreated Fatty Acid Methyl Ester เพื่อเป็นทางออกระดับพรีเมียมให้กับภาคขนส่งไทย

ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูงจาก ENTEC สวทช. ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า H-FAME คือการนำน้ำมันไบโอดีเซลมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ไฮโดรจีเนชัน (Hydrogenation) หรือการเติมไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อปรับแต่งโครงสร้างทางเคมีให้มีความเสถียรและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลฟอสซิลมากที่สุด แม้ผลการทดสอบจะพบว่าค่าความร้อนของ H-FAME น้อยกว่าน้ำมันดีเซลร้อยละ 8 ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ต้องเติมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เพื่อให้ได้ระยะทางเท่าเดิม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความคุ้มค่าด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล โดยสามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถึงร้อยละ 50 และลดการปล่อยฝุ่นละออง PM2.5 ได้สูงถึงร้อยละ 86 ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เสียงสะท้อนผู้ใช้จริง เมื่อภาคขนส่งต้องการความมั่นใจ

ทางด้าน ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการกังวลคือเรื่อง "ความไม่คุ้มค่าของระบบเครื่องยนต์" โดยระบุว่าในอดีตการใช้ไบโอดีเซลแบบทั่วไปมักทำให้เครื่องยนต์มีอาการอืดและต้องซ่อมบำรุงบ่อยขึ้น จากเดิมที่เคยถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 15,000 กิโลเมตร กลับต้องถ่ายถี่ขึ้นทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม หาก H-FAME สามารถลบจุดอ่อนเหล่านี้ได้ ภาคขนส่งก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ แต่ต้องการการรับรองจากหน่วยงานที่ดูแลด้านวิศวกรรมยานยนต์โดยตรงเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว

ทำไมรถบรรทุกใหญ่ยังต้องพึ่งพา H-FAME แม้โลกจะมุ่งสู่ยุค EV?

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดภาคขนส่งถึงไม่เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด คำตอบจากผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลขยะของเหลวระบุว่า รถ EV เหมาะสมสำหรับภาคครัวเรือนและรถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่า แต่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ในการขนส่งสินค้ามีข้อจำกัดด้านเทคนิคและงบประมาณที่สูงมาก เนื่องจากแบตเตอรี่รถบรรทุกมีขนาดใหญ่และหนักมหาศาล ซึ่งจะไปเบียดบังน้ำหนักบรรทุกสินค้าและมีประเด็นเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ รถบรรทุก EV 1 คันมีราคาสูงถึง 7,000,000 บาท และต้องลงทุนสถานีชาร์จส่วนตัวอีกกว่า 2,000,000 บาท เนื่องจากสถานีชาร์จสาธารณะไม่รองรับรถขนาดใหญ่ H-FAME จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่ากว่าในปัจจุบัน แม้จะมีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปลิตรละ 2 บาทก็ตาม

ก้าวต่อไป จากโรงงานทดลองสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยจาก ENTEC สวทช. ระบุว่าปัจจุบันโครงการได้ก้าวพ้นระดับห้องแล็บและตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตสู่โรงงานสาธิตที่ระดับ 10,000 - 30,000 ลิตร/วัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นายสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชนด้านรีไซเคิล ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่จะทำให้ H-FAME ประสบความสำเร็จได้จริงคือ "ความชัดเจนของโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์ม" รัฐบาลควรบริหารจัดการให้เกิดความยุติธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้ลงทุนผลิต หากทำได้ H-FAME จะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของภาคขนส่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องยนต์ในภาคการเกษตร ประมง และอุตสาหกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นสีเขียวได้อย่างยั่งยืน