กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนกุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 107.75 ลดลง 0.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.05% โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน ขยายตัว 0.51%
สาเหตุหลักจากราคาพลังงานและอาหารสด
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปติดลบมาจากราคาพลังงานที่ลดลง 8.93% โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลก และราคาอาหารสดที่ลดลง 1.52% จากการอ่อนตัวของราคาผักสด เนื้อหมู และไก่ นอกจากนี้ ราคาสินค้าในหมวดอื่นๆ ก็ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารสาธารณะ
กำลังซื้อยังฟื้นตัวช้า
แม้เงินเฟ้อจะติดลบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืดรุนแรง เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกที่ 0.51% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวได้ช้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย จากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เงินเฟ้อที่ต่ำเป็นโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน” ทั้งนี้ คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2568 จะอยู่ในกรอบ 0.3% ถึง 1.3% โดยมีค่ากลางที่ 0.8%
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและการลงทุน เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มีความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงผันผวน แม้ราคาพลังงานจะลดลง แต่ค่าแรงและต้นทุนอื่นๆ ยังทรงตัวในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การที่เงินเฟ้อติดลบในระยะสั้นอาจเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น แต่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าหากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องนานเกินไป อาจส่งสัญญาณถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ
มุมมองต่อนโยบายการเงิน
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไป หลังจากที่คงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.00% มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 โดยเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1-3%) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ธปท. มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ คาดว่าความต้องการบริโภคจะเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น



