เงินบาทเปิดเช้าอ่อนค่าที่ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.92 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเสี่ยงทวีความรุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น
ปัจจัยกดดันจากตลาดการเงินโลก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาททยอยอ่อนค่าตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ และสามารถทะลุโซนแนวต้านสำคัญที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยแกว่งตัวในกรอบ 31.76-32.15 บาทต่อดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น หลังรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด แต่ผู้เล่นในตลาดยังประเมินว่า FED มีโอกาสราว 76% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวปรับเปลี่ยนหลังราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้งของ FED ลดเหลือ 54% ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าและกดดันราคาทองคำปรับตัวลง พร้อมกับผลักดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ชัดเจน
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
สำหรับสัปดาห์นี้และระยะสั้น นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้นรายงานเศรษฐกิจสำคัญ ดังนี้:
- ฝั่งสหรัฐฯ: รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE, ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนมกราคม รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน
- ฝั่งยุโรป: รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนมีนาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมกราคม พร้อมติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE
- ฝั่งเอเชีย: รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีนในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่นในเดือนมกราคม
- ฝั่งไทย: รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเสี่ยงปรับตัวลดลงหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง
แนวโน้มและกรอบค่าเงินบาท
นักวิเคราะห์ประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากการขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ยังหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย แก๊สฮีเลียม และกำมะถัน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
ในเชิงเทคนิค เงินบาทได้พลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังทะลุโซนแนวต้าน 31.80 และ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจมีเป้าหมายที่โซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ หากยังแกว่งตัวเหนือ 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน
สำหรับกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ คาดการณ์อยู่ที่ระดับ 31.75-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 31.95-32.30 บาทต่อดอลลาร์
มุมมองจากทีทีบีและตลาดพลังงาน
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 32.15 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดวันศุกร์ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรง ทำให้นักลงทุนกังวลเงินเฟ้อสูงขึ้นและลดโอกาส FED จะลดดอกเบี้ย
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้า หลังผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางปรับลดกำลังการผลิต และอิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในเอเชีย และเผชิญแรงกดดันจากความกังวลผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงสัญญาณขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ในสัปดาห์นี้ ต้องติดตามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย และราคาทองคำโลก โดยเมื่อวันศุกร์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 2,811 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 6,629 ล้านบาท



